ราคาวอแรนต์ KMC-W2, KMC-W3 ตอนที่ 2

ได้เคยเทียบราคา KMC-W2, KMC-W3 กับหุ้นแม่ KMC ตอนที่ 1 ไว้ก่อนหน้านี้ ตอนนั้นมีการปรับราคาใช้สิทธิและอัตราใช้สิทธิของ KMC-W2 ตามการรวมพาร์ของหุ้นแม่ มาถึงตอนนี้ อัตราและราคาใช้สิทธิ์ของวอแรนต์ KMC-W2 มีการปรับใหม่อีกแล้วเพื่อรักษาสิทธิ์ของผู้ถือหุ้นลูกหลังจากมีการเพิ่มทุนและแจกวอแรนต์ KMC-W3 ฟรี

KMC-W2 มีอัตราการใช้สิทธิใหม่ 1 วอแรนต์ต่อ 0.893 หุ้นสามัญ ราคาใช้สิทธ์ 1.12 บาท ซึ่งเมื่อลองเปรียบเทียบแล้วพบว่าอัตราและราคาใช้สิทธิของ KMC-W3 จะค่อนข้างดีกว่ามาก ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่วอแรนต์ตัวใหม่ย่อมมีอัตราและค่าแปลงดีกว่าตัวเก่า ก็เลยลองทำตารางเปรียบเทียบราคาโดยใช้อัตราและค่าแปลงใหม่ดังนี้

ตารางเปรียบเทียบราคาวอแรนต์ KMC-W2 และ KMC-W3

ตารางเปรียบเทียบราคาวอแรนต์ KMC-W2 และ KMC-W3

ถ้าคิดแบบใช้สูตรบ้านๆ คือราคาแม่ลบค่าแปลง แล้วคูณกับอัตราแปลง หุ้นลูก KMC-W2 จะเริ่มมีค่าจริงๆ หรือ Intrinsic Value เมื่อ KMC ราคาเกิน 1.12 บาทไปแล้ว แต่ครั้งนี้ได้ลองใช้สูตรคำนวนแบบ Black-Scholes Model ตามมาตรฐานที่โบรเกอร์ชอบใช้คำนวนหามูลค่าที่เหมาะสมของวอแรนต์กัน จะพบว่า KMC-W2 มีค่าประมาณ 0.1 บาท เมื่อ KMC อยู่แถว 0.7 บาท และมีค่า 0.2 บาทเมื่อ KMC ราคา 0.9 บาท ส่วนถ้า KMC มีราคาต่ำกว่า 0.6 ตัวหุ้นลูก KMC-W2 จะมีค่าติดลบเช่นกันแม้จะใช้วิธีคำนวนแบบ Black-Scholes Model แล้วก็ตาม เนื่องจากราคาใช้สิทธิ์ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับราคาหุ้นแม่ KMC ในกระดานในช่วงปัจจุบัน แต่ถึงยังไรก็ตาม ราคาวอแรนต์ KMC-W2 ในกระดานยังเล่นกันด้วยพรีเมี่ยมที่สูงกว่าจึงทำให้ราคา KMC-W2 ในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 0.21 บาท ในขณะที่แม่ KMC อยู่ที่ 0.55 บาท

ส่วน KMC-W3 มีอัตราใช้สิทธิ 1:1 ราคาใช้สิทธิ์ 0.6 บาท ทำให้ KMC-W3 จะมีค่าเมื่อหุ้นแม่ KMC มีราคามากกว่า 0.6 บาทขึ้นไป และถ้าคิดโดยใช้สูตร Black-Scholes Model จะพบว่าถ้าหุ้นแม่ราคา 0.5 บาท KMC-W3 จะมีค่าประมาณ 0.14 บาท ถ้าแม่ 0.7 บาท KMC-W3 มีค่า 0.28 บาท แต่ในความเป็นจริงถ้าใช้อัตราพรีเมี่ยมใกล้เคียง KMC-W2 จะทำให้ KMC-W3 มีราคาในกระดานสูงกว่านี้อีกมาก และต้องรอดูหลังหุ้นลูก KMC-W3 เข้าพอร์ตสามารถเทรดได้ ว่าราคาเปิดในตลาดจะอยู่ที่เท่าไหร่ ซึ่งออกมาได้ 2 แนวถ้าใช้วิธีเทียบอัตราส่วนพรีเมี่ยมกับ KMC-W2 คือถ้า KMC-W2 เล่นพรีเมี่ยมแพง วอแรนต์ KMC-W3 ก็อาจเปิดราคาสูงเพื่อให้เทียบเท่า KMC-W2 หรือไม่ถ้ารู้สึกว่า KMC-W2 พรีเมี่ยมแพงเกินไป ราคาอาจปรับลดลงมาให้พรีเมี่ยมใกล้เคียง KMC-W3 ที่อยู่ในระดับมาตรฐาน คล้ายกับกรณี GJS-W3 ที่เข้าเทรดวันแรก นึกว่าราคาจะเปิดสูงมาก เพราะใช้วิธีเทียบพรีเมี่ยมกับ GJS-W2 ปรากฎว่าเปิดไม่แพงเลย และ GJS-W2 ยังลงอีก คล้ายกับว่าที่ผ่านมา GJS-W2 เล่นพรีเมี่ยมแพงเกินไปแล้วเลยถูกลดลงมาให้ใกล้เคียงกับ GJS-W3 แต่ปรากฎว่าหลังจากนั้นไม่กี่วันราคาวอแรนต์ GJS-W3  ก็ถูกปรับราคาขึ้นไปเทียบอัตราพรีเมี่ยมใกล้เคียงกับ GJS-W2 สะท้อนให้เห็นว่าช่วงวันแรกๆ ที่วอแรนต์เข้าตลาด ราคายังไม่คงที่และนักลงทุนบางส่วนอาจยังไม่ทันคำนวนหามูลค่าเหมาะสมเลยไม่มีราคากลางที่จะเทรดกัน แต่หลังจากนั้นไม่กี่วันพอไปคำนวนหาราคาที่ควรจะเล่นกันได้ แล้วเห็นราคา GJS-W3 ในตลาดต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเลยมีการดันราคาขึ้นไป สำหรับกรณีวอแรนต์ KMC-W3 ก็คงต้องติดตามดูราคากันต่อไป

กราฟบเทียบราคาวอแรนต์ KMC-W2 และ KMC-W3

กราฟบเทียบราคาวอแรนต์ KMC-W2 และ KMC-W3

ราคาหุ้น KMC ควรจะอยู่เหนือระดับ  0.7 บาท ถึงจะหายใจได้โล่งคอและถ้าขึ้นไปเล่นเกินระดับ 1 บาทจะทำให้วอแรนต์ทั้งสองตัวน่าสนใจและน่าเล่นมากขึ้น แต่พูดไปราคาช่วงที่ลงก็เป็นช่วงเวลาที่อาจหาจังหวะทยอยสะสมถ้าคิดว่าในระยะยาว 6-12 เดือนต่อจากนี้ ราคาหุ้นแม่ KMC จะมีโอกาสเคลื่อนไหวปรับตัวไปได้ไกลกว่านี้จากแผนการต่างๆ ของทางบริษัทกฤษดานคร ที่ได้โครงการต่างๆ มากมายหลังเพิ่มทุน

คาดการณ์ผลประกอบการ 1Q56

ตารางคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2556 ของหุ้นรายตัวตัวในตลาดหลักทรัพย์ เรียงลำดับตามวันที่คาดว่าจะประกาศผลประกอบการ สามารถเลือกดูได้ตามหมวดหรือเรตติ้ง พร้อมให้ข้อมูลราคาเป้าหมายของปี 2013 เปรียบเทียบผลกำไรที่คาดว่าจะได้รับระหว่างไตรมาส 1/56 กับตลอดทั้งปี 2556

คาดการณ์ผลประกอบการ 1Q56

คาดการณ์ผลประกอบการ 1Q56

CPALL ซื้อ MAKRO

ดีลประวัติศาสตร์เมื่อ CPALL เตรียมซื้อกิจการ MAKRO ด้วยเงินทุนมากถึง 1.88 แสนล้านบาท แต่ภาพรวมหลังการเข้าซื้อกิจการน่าจะยังไม่ส่งผลดีต่อ CPALL ในเร็ววัน อาจต้องรอหลังจากนี้ 3 ปีถึงจะเห็นภาพชัดเจนและได้ประโยชน์เต็มที่จากเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้โดยขั้นตอนการซื้อกิจการ MAKRO จะกระทำผ่าน

ขั้นตอนการเข้าซื้อกิจการของ MAKRO

1. ซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นใหญ่ จาก SHV ที่ถือหุ้น MAKRO อยู่ 64.3% ราคาหุ้นที่รับซื้อคือ 787 บาท
2. ทำคำเสนอซื้อหรือ Tender offer หุ้นส่วนที่เหลือจากผู้ถือหุ้นรายย่อยและรายอื่นๆ หลังจากขั้นตอนการซื้อหุ้นก้อนใหญ่จาก SHV เสร็จสิ้น ขั้นตอนนี้จะต้องมีเสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่า 75% ในการประชุมวันที่ 12 มิ.ย. 56 จะต้องโหวตให้ผ่านถึงจะทำ Tender offer ได้แล้วจึงไปตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. 56

CPALL ซื้อ MAKRO

CPALL ซื้อ MAKRO

พอขั้นตอนเสร็จสิ้นก็เท่ากับว่า CPALL เข้ามาเป็นเจ้าของ MAKRO อย่างสมบูรณ์ และที่หลายคนกังวลว่าหลัง CPALL เข้ามาเทคโอเวอร์แมคโครแล้วจะเอาหุ้นแม็คโครออกจากตลาดหรือเปล่า ตรงนี้ทาง CPALL แจ้งว่าปัจจุบันยังไม่มีแผนนำ MAKRO ออกจากตลาดหลักทรัพย์หลังการเข้าครอบครองกิจการแต่อย่างใด

แหล่งเงินทุนในการซื้อกิจการ

แม้ CPALL จะไม่มีแผนเพิ่มทุนต่อนักลงทุน แต่จะมีการกู้เงินจากสถาบันการเงินมาเพื่อซื้อหุ้น MAKRO ทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทรัพย์สิน (D/E) สูงขึ้น 5 เท่า เพราะจากจำนวนเงิน 1.88 แสนล้านบาทนั้น 90% จะมาจากการกู้ระยะสั้นหรือประมาณ 1.7 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 10% หรือราว 1.8 หมื่นล้านบาทมาจากเงินสดของ CPALL เอง

1) การเข้าซื้อ MAKRO ไม่ก่อให้เกิด Earnings Dilution
2) การปรับ ลดลงของราคาหุ้น CPALL ทำให้ปัจจุบันซื้อขายที่ PE 20x ในปี 2014 ต่ำกว่า HMPRO GLOBAL และ ROBINS ขณะที่ใกล้เคียง BIGC ที่ 19.5x
3) อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล CPALL สูงที่สุด เมื่อเทียบกับหุ้นค้าปลีกตัวอื่นๆ ที่ 3.6% ปีนี้ และ 4.7% ปีหน้า (อาจปรับประมาณการลง เนื่องจากจำเป็นต้องชำระหนี้เพื่อลดอัตราส่วน Debt to Equity)

ประโยชน์ที่ CPALL จะได้รับจากการเข้าซื้อ MAKRO

  1. CPALL ขึ้นเป็นผู้นำทั้งธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกของประเทศไทย ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดมากเป็นดับ 1 ด้วยยอดขายกว่า 3.1 แสนล้านบาทต่อปี และทำให้กลุ่มซีพีกลายเป็นผู้นำทางธุรกิจค้าปลีกใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชีย ถ้าไม่นับรวมญี่ปุ่น
  2. เพิ่มอำนาจการต่อรองให้ CPALL อยู่ในฐานะผู้ให้บริการที่ครอบคลุมทั้งค้าปลีกและค้าส่ง มีอำนาจต่อรองสูงจนทำให้หลายวิตกกังวลจะเกิดการผูกขาดหรือมีอำนาจเหนือตลาด 
  3. จะมีการใช้ทรัพยากรร่วมกันของธุรกิจในเครือ โดย MAKRO มีสาขาทั่วประเทศกว่า 57 แห่งสามารถใช้เป็นศูนย์กระจายสินค้าเพิ่มเติมให้แก่เซเว่นอีเลฟเว่นจากเดิมที่มีศูนย์อยู่แล้ว ทำให้ระบบโลจิสติกส์ของกลุ่มซีพีถูกลงและมีโครงข่ายครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศมากขึ้น
  4. ได้มูลค่าซ่อนจากทรัพย์สิน Hidden Asset Value ของ MAKRO โดยเฉพาะที่ดินจำนวนมากและที่ดินบางแห่งอยู่ในทำเลใจกลางเมือง เป็นย่านที่มีประชากรหนาแน่นเช่นแมคโครสาขาลาดพร้าวที่มีที่ดินมากถึง 32 ไร่ หรือสาขาแจ้งวัฒนะที่มีที่ดินมากถึง 37 ไร่ เป็นต้น ตรงจุดนี้จะมีการนำที่ดินเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ด้วยตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ต่อไป
  5. สามารถขยายสาขาร้านค้าปลีก-ค้าส่งภายใต้แบรนด์ MAKRO ไปยังประเทศในอาเซียนเช่น อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, สิงคโปร์ เพื่อรองการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียหรือ AEC ในอนาคต รวมทั้งยังสามารถเปิดสาขาใหม่ๆ ได้ในประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตเช่นกลุ่ม CLMV ที่มีทั้ง กัมพูชา, ลาว, พม่า, เวียดนาม รวมถึงประเทศจีนที่กลุ่มซีพีมีฐานอยู่แล้ว

ข้อมูลพื้นฐานของ CPALL และ MAKRO

CPALL จะมีหนี้สินต่อทุนเพิ่ม (D/E Ratio) ขึ้น 5 เท่า จาก 1.7 เป็น 8.2 เท่า
CPALL มีสาขา 7-Eleven เมื่อสิ้นปี 2555 จำนวน 6,822 สาขาทั่วประเทศ
CPALL เปิดสาขาใหม่ 7-Eleven ในปี 2555 จำนวน 546 สาขาทั่วประเทศ
CPALL มีแผนขยายสาขา 7-Eleven ให้ได้ 10,000 สาขาภายใน 5-6 ปี
7-Eleven ในกรุงเทพและปริมณฑลมี 3,177 สาขา คิดเป็น 47%
7-Eleven ในต่างจังหวัดมี 3,645 สาขา คิดเป็น 53%
7-Eleven ที่เป็นสาขาของบริษัท CPALL เองมีจำนวน 2,984 สาขา คิดเป็นร้อยละ 44%
7-Eleven ที่เป็นสาขาของแฟรนไชส์ มีจำนวน 3,320 สาขา คิดเป็นร้อยละ 48%
7-Eleven ที่เป็นสาขาประเภทได้รับสิทธิช่วงอาณาเขต มีจำนวน 518 สาขา คิดเป็นร้อยละ 8%

MAKRO มีกำไรเฉลี่ยปีละ 5-6 พันล้านบาท
MAKRO มี 57 สาขาทั่วประเทศ
MAKRO เป็นเจ้าของที่ดินเอง 54 สาขา
MAKRO มีที่ดินทั้งหมด 62 แห่ง คิดตามมูลค่าทางบัญชีได้ 8.7 พันล้านบาท

MAKRO เป็นร้านค้าส่ง ก่อตั้งในไทยปี 2531 โดยเป็นการร่วมทุนกับกลุ่ม SHV และ CPALL โดยถือหุ้นในอัตราส่วน ซีพีออลล์ 51% SHV 49% แต่ภายหลังเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 ทาง CPALL ก็ได้ขายหุ้นให้ SHV ทั้งหมด
7-Eleven เป็นร้านค้าปลีกประเภทร้านสะดวกซื้อ ก่อตั้งในไทยปี 2531 โดย CPALL ซื้อไลเซนส์มาจากบริษัท 7-Eleven ในสหรัฐอเมริกา

CPALL ซื้อแฟรนไชส์ 7-Eleven มาสามารถขยายสาขาได้เฉพาะภายในประเทศไทย
CPALL ซื้อ MAKRO สามารถขยายสาขาและขายแฟรนไซส์ได้หลายประเทศในแถบเอเชีย
MAKRO มีต้นกำเนิดจาประเทศเนเธอแลนด์ ทั้งนี้ CPALL มีสิทธิเฉพาะในแถบนี้ ในโซนยุโรปและโซนอื่นยังเป็นของเจ้าของเดิม
CPALL สามารถใช้ Know-how หรือองค์ความรู้ในการบริหารจัดการร้านค้าส่งขนาดใหญ่แบบ MAKRO ไปตั้งสาขาได้ทั่วโลก แตไม่สามารถใช้แบรนด์ MAKRO ได้ โดยจะใช้แบรนด์ MAKRO ได้เฉพาะประเทศในแถบเอเชียที่ได้ลิขสิทธิ์เท่านั้น

CPALL ส่งร้านค้าปลีก-ค้าส่งบุกต่างประเทศ

อย่าลืมว่าแบรนด์ 7-Eleven เป็นแบรนด์ที่ไปซื้อลิขสิทธิ์มาจากต่างประเทศและสามารถทำการตลาดได้เฉพาะภายในประเทศไทย และ CPALL ก็ไม่มีแบรนด์อื่นเลยในกลุ่มร้านค้าปลีก-ค้าส่งที่จะไปตีตลาดเปิดสาขาในต่างประเทศได้ ดังนั้นการที่ CPALL เทคโอเวอร์ MAKRO จะทำให้ CPALL สามารถใช้แบรนด์และโนว์ฮาวของแมคโครไปเปิดร้านค้าปลีก-ค้าส่งตั้งสาขาในต่างประเทศได้ ไม่ว่าจะยังใช้แบรนด์เดิมของ MAKRO หรือจะสร้างแบรนด์ใหม่ก็ตาม เป็นการเปิดประตูเพิ่มช่องทางการขายสินค้าของกลุ่มซีพี โดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหารที่ซีพีเป็นเจ้าตลาดและเป็นผู้ผลิตเองตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตวัตุดิบไปจนถึงขบวนการแปรรูปสินค้าส่งขายให้ผู้บริโภค

ก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว

การเข้าซื้อหุ้นใน บมจ.สยามแม็คโคร (MAKRO) ของ บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด จะเกิดการ Synergy ขนานใหญ่ โดยประเด็นเด่นๆ มีดังนี้

CPALL สามารถขยายธุรกิจค้าปลีกเข้าไปยังเซกเม้นต์ที่มีรูปแบบสาขาใหญ่กว่า จากเดิมที่มี 7-Eleven เป็นผู้นำในร้านสะดวกซื้อ ประเภทร้านค้าปลีก ในขณะที่ MAKRO เป็นผู้นำในกลุ่มค้าส่ง ขายสินค้าราคาส่งและจำนวนมากเป็นเจ้าตลาดเพราะมีผู้เล่นแค่รายเดียวในประเทศไทย ส่วนร้านค้าปลีกประเภทอื่นเช่น TESCO LOTUS, BIGC เป็นร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ไม่ได้ขายสินค้าส่ง

CPALL สามารถประหยัดต้นทุนได้มากถึง 1.5-2 พันล้านบาทต่อปี จากการประหยัดต่อขนาดการสั่งซื้อสินค้าที่มากขึ้นอย่างมีนัยะโดยจะเห็นผลชัดเจนตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไป

CPALL จะมีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นเพราะกลุ่มลูกค้าของร้าน MAKRO ส่วนใหญ่เป็นร้านโชว์ห่วย ผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ประกอบการโรงแรมและร้านอาหาร จะเอื้อประโยชน์ต่อ CPALL และกลุ่มซีพีในการสร้างความแข็งแกร่งในช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าอาหารสด ซึ่งยอดขาย 19% ของ MAKRO มาจากอาหารสด

ความกังวลต่อสถานะทางการเงินของ CPALL

แม้ว่าการเข้าซื้อกิจการ MAKRO จะทำให้ CPALL มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยทันทีมากกว่า 1.7 แสนล้านบาท และจะทำให้งบของ CPALL ในปี 2556 มีสัดส่วนดอกเบี้ยจ่ายต่อทุนเพิ่มมากขึ้น มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนเพิ่มมากขึ้น แต่เนื่องจากทั้งสองบริษัททั้ง CPALL และ MAKRO เป็นธุรกิจที่มีเงินสดดำเนินงานสูงมาก เฉลี่ยรวมกันปีละกว่า 3 หมื่นล้านบาทจึงทำให้มองว่าน่าจะมีศักยภาพชำระดอกเบี้ยและคืนเงินบางส่วนได้อย่างไม่อยากเย็นนัก และน่าจะสามารถจ่ายได้อย่างสม่ำเสมอทำให้อัตราส่วนหนี้ต่างๆ จะค่อยๆ ลดลงอย่างรวดเร็วตามผลประกอบการที่มีแนวโน้มว่าจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง จึงไม่อยากให้กังวลจนเกินไปแต่นระยะสั้นอาจมีการสะท้อนของราคาเนื่องจากความไม่ชัดเจน แต่ในระยะยาวยังมองเป็นบวก อีกทั้งหลังจากเกิดการ Synergy และมีการขยายสาขาทั้งในและต่างประเทศ คาดว่าจะทำให้ยอดขายของ CPALL เติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะมีการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายได้ครอบคลุมและครบทุกกลุ่มเป้าหมาย

มูลค่าธุรกิจค้าปลีกในปี 2555

มูลค่าธุรกิจค้าปลีกในไทยปี 2555

มูลค่าธุรกิจค้าปลีกในไทยปี 2555

ยอดขายสินค้าปี 2555 ซีพีออลล์ หรือ เซเว่นอีเลฟเว่น มียอดขาย 150,000 ล้านบาท แมคโครมียอดขาย 98,633 ล้านบาท ถ้ารวมเซเว่นฯกับแมคโครทำให้มียอดขาย เท่ากับ 248,633 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 48.03% ของมูลค้าธุรกิจค้าปลีกทั้งประเทศ ในขณะที่เทสโก้ โลตัสมียอดขาย 148,000 ล้านบาท บิ๊กซีมียอดขาย 121,000 ล้านบาท โดยมูลค้ารวมตลาดค้าปลีกเท่ากับ 517,633 ล้านบาท

มูลค่าธุรกิจค้าปลีกหลัง CPALL ซื้อ MAKRO

มูลค่าธุรกิจค้าปลีกหลัง CPALL ซื้อ MAKRO

มูลค่าธุรกิจค้าปลีกในไทยปี 2555

มูลค่าธุรกิจค้าปลีกในไทยปี 2555

จากแผนภาพด้านบนจะพบว่ามีร้านค้าปลีกรายใหญ่ๆ ทั้งหมด 4 รายเดิม จากเดิมมี 5 รายคือมีคาร์ฟูร์ด้วยแต่ถูกบิ๊กซีซื้อกิจการไปแล้วทำให้เหลือผู้เล่น 4 ราย โดยส่วนแบ่งยอดขายของมูลค่าการค้าปลีกรวมพบว่าร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven นำมาเป็นอัน 1 ด้วยส่วนแบ่งมากถึง 29% อันดับ 2 ได้แก่ Tesco Lotus  มีส่วนแบ่ง 28.6% อันดับ 3 ได้แก่ Big C มี 23.4% และสุดท้าย Makro มีส่วนแบ่ง 19.1%

มูลค่าธุรกิจค้าปลีกหลัง CPALL ซื้อ MAKRO

มูลค่าธุรกิจค้าปลีกหลัง CPALL ซื้อ MAKRO

แต่หลังจากที่ CPALL เข้ามาเทคโอเวอร์กิจการของ MAKRO ทำให้ CPALL ในฐานะเจ้าของทั้ง 7-Eleven และ MAKRO มียอดขายรวมกันพุ่งขึ้นมา 48% ทันที หรือเกือบครึ่งนึงของขนาดตลาด และทำให้เหลือผู้เล่นในตลาดแค่ 3 ราย ลดลงอีก 1 ราย ตามวัฐจักรโลกการค้าเสรีที่จะเกิดการควบรวมกิจการกันมากขึ้นเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจ

CPN เดินหน้าขยายกิจการและแผนขายสินทรัพย์

CPN เซ็นทรัลพัฒนา เตรียมนำศูนย์การค้า 2 แห่งเข้ากองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์หรือ CPN รีเทล โกรท (CPNRF) ซึ่งจะมีเซ็นทรัลพลาซ่า เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ซึ่งเป็นสินทรัพย์แบบถือครองกรรมสิทธิ์ และเซ็นทรัล รามอินทรา ซึ่งเป็นสินทรัพย์แบบสิทธิการเช่า โดยจะครบกำหนดสัญญาในปี 2566 มีมูลค่ารวม 8,000-10,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่ได้รวมไว้ในประมาณการ โดยขั้นตอนการนำเข้ากองทุนรวมอสังหาฯในช่วงครึ่งปีหลัง 2556

CPN แปลง CPNRF เป็น REIT

CPN เตรียมแปลง CPNRF (กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์) เป็น REIT (กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์) เพราะกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ที่ไม่ได้แปลงเป็น กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ภายในสิ้นปี 2556 จะไม่ได้สิทธิ์ในการเพิ่มทุนดังนั้นถ้าต้องการรักษาโอกาสในการเติบโตจำเป็นต้องแปลง CPNRF เป็น REIT ก่อน ซึ่งต้องรอกฎเกณฑ์ในการแปลงกองทุนที่ชัดเจนจาก กลต. อีกที

CPN Projects 2013-2015

CPN Projects 2013-2015

ปี 2555 CPN บริหารงานห้างสรรพสินค้าทั้งหมด 20 แห่ง อาคารสำนักงานทั้งหมด 7 แแห่งและมีโครงการที่อยู่อาศัย 2 แห่ง

ปี 2556 CPN เตรียมเปิดโครงการใหม่ 3 แห่ง

เซ็นทรัลพัฒนาเตรียมเปิดศูนย์การค้าใหม่ 3 แห่งในต่างจังหวัดในปีนี้ได้แก่เซ็นทรัล หาดใหญ่ เปิดให้บริการได้ช่วงเดือน ธันวาคม 2556 มีพื้นที่ให้เช่าสุทธิ 68,000 ตารางเมตร และเซ็นทรัล เชียงใหม่ เปิดให้บริการได้ช่วงเดือน พฤษจิกายน 2556 มีพื้นที่ให้เช่าสุทธิ 55,000 ตารางเมตร สุดท้ายเซ็นทรัล อุบลราชธานี เปิดให้บริการได้ช่วงเดือน เมษายน 2556 มีพื้นที่ให้เช่าสุทธิ 26,000 ตารางเมตร

ปี 2557 CPN เตรียมเปิดโครงการใหม่ 2 แห่ง

เซ็นทรัลพัฒนาเตรียมเปิดศูนย์การค้าใหม่ 2 แห่งแถวชานเมืองและในต่างจังหวัดในปี 2557 ได้แก่เซ็นทรัลพลาซ่า ศาลายา จังหวัดนครปฐม เปิดให้บริการช่วงเดือนก.ค.-ก.ย. 2557 มีพื้นที่ให้เช่าสุทธิจำนวน 24,000-33,900 ตารางเมตร มูลค่าโครงการประมาณ 2,500-3,900 ล้านบาท และเซ็นทรัลเฟสติวัล สมุย บริเวณหาดเฉวง ที่จังหวังสุราษฎร์ธานี เปิดให้บริการช่วงเดือนม.ค.-มี.ค. 2557 มีพื้นที่ให้เช่าสุทธิจำนวน 8,000-19,250 ตารางเมตร มูลค่าโครงการประมาณ 1,250-3,100 ล้านบาท สำหรับที่ดินของเซ็นทรัลเฟสติวัล สมุย เป็นที่ดินแบบ Leasehold หรือสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทาง CPN ไม่มีกรรมสิทธิ์ในการนำที่ดินไปหาผลตอบแทนในช่วงระเวลาที่ทำสัญญา ซึ่งมีระยะเวลาการเช่า 40 ปี พอครบกำหนดสัญญาเช่าทาง CPN ก็ต้องคืนที่ดินบริเวณนี้ให้เจ้าของ ส่วนที่ดินของเซ็นทรัลพลาซ่า ศาลายา มีที่ดินทั้งแบบ Leasehold และ Freehold หรือแบบได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน สามารถนำไปขายหรือให้เช่าต่อได้เพราะเป็นเจ้าของที่ดินเอง

เซ็นทรัลพลาซ่า ศาลายา เล็งเห็นโอกาสการขยายตัวของผู้พักอาศัยในเขตปริมณทลฝั่งตะวันตก ซึ่งมีการขยายตัวของเมืองออกไปมากและมีบ้านพักอาศัยหนาแน่น โดยหวังเจาะกลุ่มเป้าหมายผู้ที่พักอาศัยบริเวณนี้ ส่วนเซ็นทรัลเฟสติวัล สมุย ก็เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ทำเลมีศักยภาพดีและมีนักท่องเที่ยวมากและมีกำลังซื้อสูง โดยคาดว่าจะมียอดเช่าพื้นที่เกือบเต็มตั้งแต่ปีแรก โดยค่าเช่าพื้นที่ที่เซ็นทรัลเฟสติวัล สมุย อาจอยู่ที่ 1,447 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน

ปี 2558 CPN เตรียมเปิดเซ็นทรัล เวสต์เกตที่บางใหญ่

CPN เตรียมเปิดห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวสต์เกต (Central Westgate) ที่บางใหญ่ ในปี 2558 โดยสาขาบางใหญ่มีพื้นที่ให้เช่าสุทธิ 75,000 ตารางเมตร

เฉพาะปี 2556 เซ็นทรัลพัฒนา จะมีพื้นที่ให้เช่าสุทธิเพิ่มขึ้นอีก 11% ของพื้นที่ห้างสรรพสินค้ารวมทั้งประเทศ กลายเป็น 1.26 ล้านตารางเมตร มีรายได้ค่าเช่าเพิ่มขึ้น 2% นปี 2557 และหลังจากปี 2558 จะเพิ่ม 4% ต่อปี กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 2% ในปี 2557 และหลังจากปี 2558 เพิ่ม 3% ต่อปี

ปรัดส่วนลดค่าเช่าที่เซ็นทรัลเวิลด์

CPN กำลังจะปรับลดส่วนลดค่าเช่าพื้นที่แก่ผู้เช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า Central World โดยจากเดิมเตรียมจะให้ส่วนลด 5-10% แต่จะเปลี่ยนใหม่เป็นให้ส่วนลดประมาณแค่ 3-5% ในปี 2557 และจะลดลงเหลือ 0% ในปี 2558 ซึ่งตรงนี้จะส่งผลดีต่อเซ็นทรัลเวิลด์ที่จะเก็บค่าเช่าได้มากขึ้น 2-5% และปัจจุบันค่าเช่าพื้นที่ของเซ็นทรัลเวิลด์อยู่ที่ 1,413 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน นอกจากนี้ยังเตรียมแปลงสัญญาเช่าระยาวเป็นระยสั้นทั้งหมดเพราะสัญญาเช่าระยะสั้นจะมีอัตราค่าเช่าที่สูงกว่าระยะยาวทำให้เซ็นทรัลเวิลด์ได้รับค่าเช่าเพิ่มมากขึ้น โดยสัญญาเช่าระยะยาวพื้นที่ขนาด 23,000 ตรม. จะครบกำหนดในปี 2558 และพื้นที่ขนาด 12,000 ตรม.จะครบกำหนดในปี 2556 และพื้นที่ขนาด 5,000 ตรม. จะครบกำหนดในปี 2557

CPN ขยายศูนย์การค้าเชิงรุก เปิดปีละ 2-3 โครงการ

ในระยะยาว CPN ยังคงมีทิศทางการเจริญเติบโตในระดับสูงเพราะมีการขยายศูนย์การค้าในเชิงรุกทุกปี โดยทาง CPN มีแผนจะเปิดศูนย์การค้าใหม่ๆ ให้ได้ปีละ 2-3 สาขา สังเกตุได้จากตอนนี้ทาง CPN ได้รุกไปเปิดสาขาห้างสรรพสินค้าในต่างจังหวัดมาก เรียกว่าผุดราวกับดอกเห็ด จังหวัดไหนที่ไม่เคยมีห้างสรรพสินค้าแบรนด์ดังจากเมืองหลวงอย่างเซ็นทรัล วันนี้ก็ได้เดินเซ็นทรัลกันไปแล้วหลายจังหวัดและอีกหลายจังหวัดก็กำลังก่อสร้างและเตรียมเปิดให้บริการในไม่ช้า บางจังหวัดที่เคยคิดกันว่าเป็นจังหวัดเล็กๆ ไม่น่าจะมีห้างสรรพสินค้าชื่อดังมาเปิดก็ได้เห็น ต้องบอกว่าเป็นการรุกคืบอย่างเต็มสูบและเห็นได้ชัดของกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งไม่เฉพาะ CPN หรือเซ็นทรัลพัฒนาเท่านั้น ยังพบว่า CRC หรือเซ็นทรัลรีเทล ผู้ที่บริหารห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ห้างลูกพี่ลูกน้องของเซ็นทรัล เป็นบริษัทในเครือเดียวกันยังใช้ยุทธวิธีปูพรมเปิดมันแทบทุกจังหวัดเช่นเดียวกับ CPN ต้องยอมรับว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมากลุ่มประชากรฐานรากหรือกลุ่มรากหญ้าที่อาศัยอยู่ตามต่างจังหวัดไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็ก เรื่อยไปจนถึงลูกจ้างพนักงานตามโรงงานต่างๆ ล้วนมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แม้บางทีจะได้ยินเสียงว่ารายได้ไม่พอพอรายจ่ายเพราะข้าวของแพง แต่อัตราเงินเฟ้อที่ถีบตัวทำให้สินค้ามีราคาแพงขึ้นส่วนนึงสะท้อนมาจากการที่ระบบเศรษฐกิจฐานรากขยายตัว มีเงินหมุนเวียนมากขึ้น มีเงินจับจ่ายซื้อของมากขึ้น ซึ่งนี่คือโอกาสที่กลุ่มเซ็นทรัลมองเห็นล่วงหน้ามาแล้วหลายปี จึงไล่เปิดห้างสรรพสินค้าตามต่างจังหวัดมากขึ้น เชื่อว่าในอนาคตหลายจังหวัดจะมีประชากรที่มีกำลังการจับจ่ายสูงและนั่นคือเป้าหมายของกลุ่มเซ็นทรัลที่ส่งทั้งเซ็นทรัลและโรบินสันบุกยึดหัวเมืองต่างจังหวัด นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มเซ็นทรัลจะเลือกทำเลทองตามจังหวัดที่คาดว่าจะมีสถานีรถไฟฟ้าความเร็วสูง หลายจังหวัดตามเส้นทางสายต่างๆ ถูกเลือกเป็นที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าใหม่ๆ ถึงขนาดมีการเลือกพื้นที่ที่คาดว่าจะใกล้กับพื้นที่ก่อสถานีรถไฟฟ้าความเร็วสูงในจังหวัดนั้นๆ กันเลยทีเดียว โดยเฉพาะจังหวัดในแถบภาคกลางจะพบว่ามีการเปิดห้างสรรพสินค้าใหม่ค่อนข้างจะถี่ถ้าเทียบเป็นขนาดพื้นที่

นอกจากนี้ถ้าพูดไปพื้นที่ตามต่างจังหวัดมีการแข่งขันของห้างสรรพสินค้าอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำถ้าเทียบกับกรุงเทพที่มีการแข่งขันสูง ในต่างจังหวัดบางแห่งมีแค่ห้างสรรพสินค้าท้องถิ่น เป็นของคนในพื้นที่รูปแบบการบริหารจัดการไม่เทียบเท่าการบริหารห้างสรรพสินค้าระดับประเทศ เชื่อว่าการบุกตลาดของเซ็นทรัลจาก CPN และโรบินสันจาก CRC จะทำให้มีการปรับตัวขนานใหญ่ของสรรพสินค้าในต่างจังหวัดที่เป็นของคนท้องถิ่น สำหรับผู้บุกตลาดไม่น่ามีอะไรให้ต้องกังวลเนื่องจากแบรนด์ห้างสินค้าที่เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วทั่วประเทศ ความรู้สึกสดใหม่จะทำให้คนติดได้ไม่ยาก เสียแค่เรื่องพื้นที่ที่ในฐานะคนไปทีหลัง คงไม่สามารถได้ทำเลทองใจกลางเมืองแต่ต้องหาพื้นที่ขยับขยายออกไปสักนิด อุปสงค์ในตลาดภูมิภาคที่แข็งแกร่งจะเป็นตัวผลักดันให้ CPN ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

CPN กำไรโตต่อเนื่อง

โดยเฉพาะกำไรในไตรมาส 1/56 จะเพิ่มขึ้นจากการรับรู้รายได้เต็มไตรมาสครั้งแรกของสาขาที่ ลำปางและสุราษฎร์ธานี เพราะมีอัตราการเช่าพื้นที่เกือบเต็มคือ 98% และ 96% ตามลำดับ และกำไรจะโตต่อเนื่องไปในไตรมาสที่ 2/56 เพราะสาขาใหม่ที่อุบลราชธานีเพิ่งจะเปิดไปเมื่อวันที่ 5 เม.ย. ที่ผ่านมาและมีอัตราการเช่าพื้นที่ (Occupancy rate) สูงถึง 93%

TUF กำไรฟื้นตัวในปี 2014-2015

อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจทูน่าอ่อนแอกว่าคาดจากการเพิ่มขึ้นของราคา วัตถุดิบ ซึ่งทำให้เราปรับลดประมาณการกำไรปกติปี 2013-14 ของเราลง ราว 10-27% เนื่องด้วยราคาหุ้น TUF underperformed SET ราว 34% ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน เราจึงเห็นโอกาสดีในการเข้าซื้อ ด้วยคาดว่ากำไร จะฟื้นตัวแข็งแกร่งในปี 2014-15 TP ใหม่ที่ 77 บาท/หุ้น

ปรับลดประมาณการกำไร
เราปรับลดประมาณการกำไร 27% และ 10% ในปี 2013-14 สะท้อน
1) อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจทูน่าที่อ่อนแอกว่าคาดจากการเพิ่มขึ้นของ ต้นทุน และปริมาณขายที่ลดลง และ
2) การปรับลดสมมติฐานอัตรา แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของเราลงจาก 30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ และ 31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 29.4 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ และ 30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจาก เรามองว่าอัตรากำไรที่อ่อนแอของธุรกิจทูน่าจะส่งผลกระทบเพียงระยะสั้น ดังนั้นจึงคาดว่ากำไรของ TUF จะยังคงเติบโตแข็งแกร่ง และฟื้นตัวอย่าง เต็มปี ด้วยคาดว่า EPS จะเติบโต 62% ในปี 2014 และ 21% ในปี 2015 โดยมีราคาเป้าหมายใหม่ที่ 77 บาท/หุ้น จาก เดิม 85 บาท

โคระบาด EMS ในธุรกิจทูน่าและกุ้ง จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการการกดดันการส่งออกและส่งผลกระทบต่อราคาและรายได้ของ TUF โดยตรงแต่เชื่อว่า โรคระบาด EMS จะะเริ่มคลี่คลายได้ในและส่งผลให้ราคาทูน่าเริ่มดีขึ้นในไตรมาส 2 ทั้งนี้ยอดขายสินค้าประเภทกุ้งและทูน่าต่างได้รับผลกระทบกันทั่ว โดยการแก้ไขปัญหาระยะสั้นของ TUF คือจะมีการนำเข้ากุ้งจากอินเดียและปรับเพิ่มราคาขาย สำหรับวงจรการเลี้ยงกุ้งอยู่ที่ราว 3 เดือน ซึ่งจะทำให้ธุรกิจกุ้งฟื้นตัวเต็มที่ช่วงเดือน ก.ค. 56 เป็นวงจรการเลี้ยงกุ้งรอบใหม่ที่เพิ่มช่วงเดือน พ.ค. 56 และคาดว่ารอบนี้จะไม่มีรายงานการระบาดของโรค EMS อีก หลังจากนั้นจะเข้าสู่ช่วงไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วงที่มียอดขายกุ้งและทูน่าสูงที่สุด และน่าจะช่วยดันยอดขายและรายได้ของ TUF ให้อยู่ในระดับสูง ฟื้นตัวเต็มที่ได้ในครึ่งปีหลัง 56

กำไรสะดุดจากอัตรากำไรที่อ่อนแอ
การฟื้นตัวอย่างมากของราคาวัตถุดิบทูน่าจากระดับต่ำสุด ณ สิ้นปี 2012 ที่ US$1,900/tonne มาแตะระดับสูงสุดใหม่ที่ US$2,325/tonne หรือ เพิ่มขึ้น 22% ส่งผลกระทบต่อคำสั่งซื้อของลูกค้า เราคาดว่าปริมาณขายทู น่าของ TUF จะค่อยๆ ดีขึ้นในช่วง 2Q13 เมื่อลูกค้าจำเป็นต้องกลับมา สต็อกวัตถุดิบทูน่าหลังจากสินค้าคงคลังที่มีราคาต่ำจากช่วง 4Q12 หมดลง เรามองว่าความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบเป็นเพียงปัจจัยลบระยะสั้น และ ไม่ใช่ปัญหาเชิงโครงสร้าง

การป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
ภายใต้โครงสร้างรายได้และต้นทุนของ TUF 60% ไม่มีความเสี่ยงด้าน อัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการผลิตและขายในตลาดยูโร สหรัฐฯ และใน ประเทศ ขณะที่ส่วนที่เหลือ 40% มีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ภายใต้ sensitivity analysis ของเรา การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทเมื่อเทียบ ดอลลาร์สหรัฐฯ ทุกๆ 1 บาท จะทำให้กำไรของ TUF ลดลง 3.4% แต่ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน TUF ได้ทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงฟอร์เวิร์ดไว้ 100% เพื่อบรรเทาความเสี่ยงจากการลดลงของยอดขายในเทอมบาท ดังนั้นเราจึงไม่เห็นผลกระทบจากการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทที่มีต่อ ประมาณการกำไรของเราอย่างมีนัยสำคัญ ในด้านงบดุล เงินกู้ยืมของ TUF อยู่ในเทอมดอลลาร์สหรัฐฯ และยูโร และได้ทำ cross currency และ interest rat swap เพื่อบรรเทาความเสี่ยงไว้แล้ว

แต่กำไรสุทธิในปี 2556 อาจลดลงนิดหน่อยราว 1-4% เหลือเติบโต 20% จากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น แต่เชื่อว่าปัจจัยเรื่องค่าเงินจะส่งผลกระทบในระยะสั้นๆ เท่านั้น และ TUF เองยังมีอัตราการเติบโตของกำไรที่สูงอยู่และจากฐานกำไรในปี 2555 ที่ต่ำกว่าปกติจาการที่บริษัทต้องต้องชำระดอกเบี้ยพิเศษสำหรับการชำหนี้ก่อนกำนดในช่วงไตรมาส 2 ปี 2555 และพอมาถึงไตรมาส 4 ปี 2555 ก็เจอกับปัญหาโรคระบาด EMS และราคาทูน่าที่ลดลง ส่งผลให้ผลกำไรตลอดทั้งปี 2555 ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นมาก ซึ่งจะช่วยส่งผลดีให้ตัวเลขกำไรเทียบปีต่อปีในปี 2556 อาจดูสูงกกว่าปกติเมื่อเทียบกับที่แล้ว

ราคาหุ้น underperformed
ราคาหุ้นของ TUF underperformed SET ราว 34% ตั้งแต่ต้นปี สะท้อน ธุรกิจทูน่าและธุรกิจกุ้งที่อ่อนแอ (70% ของยอดขายรวม) ซึ่งเราเชื่อว่าเป็น โอกาสดีในการเข้าซื้อเพื่อลงทุนระยะยาว อัตรากำไรที่อ่อนแอส่งผลกระทบ เพียงระยะสั้นเท่านั้นในมุมมองของเรา ขณะที่ยังคงมองแนวโน้มระยะยาว เช่นเดิม ด้วยคาดว่ากำไรจะเติบโตแข็งแกร่งที่ 62% และ 21% ในปี 2014- 15 ที่ PE ที่ 16 เท่า ในปี 2013F นั้นยังไม่ได้สะท้อนการฟื้นตัวอย่างเต็มปี ในมุมมองของเรา แต่ TUF มีมูลค่าถูกที่ PE 10 เท่า ในปี 2014F ขณะที่ เป็นบริษัทที่มีแบรนด์เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

ข้อมูลหลักทางการเงิน

TUF Key Financials

TUF Key Financials

ตารางราคาปลาทูน่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี

ตารางราคาปลาทูน่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี

ตารางราคาปลาทูน่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี

ราคาเฉลี่ยปลาทูน่าย้อนหลังไป 5 ปี ตั้งแต่ปี 2008 ราคาปลาทูน่าอยู่ที่ประมาณ 1,590 เหรียญฯสหรัฐต่อตัน ถัดจากนั้นในปี 2009 ลดลงเหลือ 1,150 เหรียญฯสหรัฐต่อตัน และเริ่มขยับขึ้นมาในปี 2010 เรื่อยมาจนถึงปี 2012 ที่ 2,092 เหรียญฯสหรัฐต่อตัน และล่าสุดช่วงเดือน มีนาคม 2556 ราคาปลาทูน่าขึ้นมาที่ 2,350 เหรียญฯสหรัฐต่อตัน โดยดูเป็นกราฟรูปภาพได้ด้านล่าง

กราฟราคาปลาทูน่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี

กราฟราคาปลาทูน่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี

จะพบว่าแนวโน้มราคาปลาทูน่าดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ ที่ทำจากปลาทูน่าขายได้ราคาดีตามขึ้นไปด้วย ตรงจุดนี้จะเห็นว่าส่งผลดีอย่างมากต่อ TUF

โครงสร้างรายได้ของ TUF ในปี 2555

TUF มีรายได้จากธุรกิจประเภทต่างๆ ดังนี้  ทูน่า 49% กุ้ง 23% ซาดีน/แมคเคอเรล 6% แซลมอล 4% อาหารสัตว์ 7% มูลค่าเพิ่มและอื่นๆ 11%

โครงสร้างรายได้ของ TUF ในปี 2555

โครงสร้างรายได้ของ TUF ในปี 2555

จากแผนภูมิรูปภาพด้านบนพบว่าส่วนแบ่งรายได้ของ TUF มาจากธุรกิจปลาทูน่ามากกว่า 49% หรือเกือบครึ่งนึงของรายได้ทั้งหมดของบริษัท และธุรกิจที่สร้างรายได้มากเป็นอันดับ 2 คือผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากกุ้ง แค่สองชนิดนี้ก็สร้างรายได้ให้บริษัทมากกว่า 70% ส่วนที่เหลือก็เฉลี่ยๆ ไปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ

เทียบมูลค่าที่เหมาะสมของ BLAND-W4 กับ BLAND

BLAND คณะกรรมการบริษัทเห็นชอบให้มีการเพิ่มทุนจดทะเบียนจานวน 6,950 ล้านบาท

บริษัท บางกอกแลนด์ จากัด (มหาชน) หรือ “BLAND” จัดประชุมคณะกรรมการบริษัท วันที่ 18 เม.ย. 56 โดยมีมติเพิ่มทุนและ จัดสรรหุ้นเพิ่มทุน โดยกาหนดวันปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นวันที่ 21 พ.ค. 56 และประกาศขึ้นเครื่องหมาย XW วันที่ 16 พ.ค. 2556 วัตถุประสงค์ของการเพิ่มทุนครั้งนี้ เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน และ/หรือใช้ในการขยายกิจการเพิ่มเติมและพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ของบริษัท : ข้อมูลจาก BLAND มติที่ประชุมคณะกรรมการเห็นชอบที่จะเพิ่มทุนจดทะเบียนจากทุนจดทะเบียนเดิม จานวน 20,004 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เป็นทุนจดทะเบียนใหม่ จานวน 26,954 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท โดยออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน จานวน 6,950 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท

อนุมัติการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมพร้อมรับสิทธิใบสาคัญแสดงสิทธิ BLAND-W4 โดยไม่คิดมูลค่า

ที่ประชุมคณะกรรมการเห็นชอบในการอนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนจานวน 6,950 ล้านหุ้น เพื่อโดยมีรายละเอียดดังนี้

1. อนุมัติการจัดสรรใบสาคัญแสดงสิทธิ (BLAND-W4) โดยการจัดสรรอัตราส่วน 2.59 หุ้นสามัญต่อใบสาคัญแสดงสิทธิครั้งที่4 (BLAND-W4) 1 หน่วย โดยไม่คิดมูลค่า (ฟรี) จานวน 6,950 ล้านหน่วย ราคาแปลงสภาพ 2.00 บาทต่อหุ้น อายุของใบสาคัญแสดงสิทธิ 5 ปี
2. บริษัทกาหนดวันปิดสมุดทะเบียนในวันที่ 21 พฤษภาคม 2556 ดังนั้น จะขึ้นเครื่องหมาย XW ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2556

รายละเอียดของใบสาคัญแสดงสิทธิ BLAND-W4 มีดังนี้

ชื่อบริษัท บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) (“บริษัท” หรือ “BLAND”)
ใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญ BLAND-W4
จำนวนใบสำคัญแสดงสิทธิ ไม่เกิน 6,950,000,000 หน่วย
ราคาขายต่อหน่วย 0.00 บาท (ฟรี)
อัตราการใชสิทธิ ใบสำคัญแสดงสิทธิ 1 หน่วย : หุ้น สามัญ 1 หุ้น (1:1)
ราคาใช้สิทธิแปลงสภาพ 2.00 บาทต่อหุ้น
อายุของใบสำคัญแสดงสิทธิ 5 ปี
วิธีการจัดสรร 2.59 หุ้น : 1 หน่วยหน่วยของใบแสดงสิทธิ์นครั้งที่ 4 (BLAND-W4)
ระยะเวลาการใช้สิทธิ ใช้สิทธิได้ทุกวันทาการสุดท้ายของเดือนมี.ค. มิ.ย. ก.ย. และธ.ค.ของแต่ละปีปฏิทิน ตลอดอายุของ ใบสาคัญแสดงสิทธิครั้งที่ 4 และวันที่ใบสาคัญแสดงสิทธิครั้งที่4 มีอายุครบ 5 ปีนับตั้งแต่วันที่ออกหลักทรัพย์

ประเมินมูลค่าใบสาคัญแสดงสิทธิ BLAND-W4

มูลค่าของ BLAND-W4 คานวณตาม Black-Scholes Model จะอยู่ที่ 0.86 บาทต่อหุ้น โดยสมมติฐานคือ
1) ไม่มี Dilution Effect จาก การแปลงสภาพวอร์แรนต์
2) Volatility (annualized STD) ที่ 46.78%
3) ใช้ราคาปิดหุ้นสามัญที่ราคา 1.96 บาท (ราคาปิด ณ วันที่ 22 เม.ย. 56)
4) ราคาแปลงสภาพ 2.00 บาท
5) อัตราดอกเบี้ยปราศจากความเสี่ยง (risk-free-rate) เท่ากับ 3.00% และ
6) ไม่มีการ discount ของ expected dividend ทั้งนี้ เราทำ Scenario แสดงความสัมพันธ์ระหว่างราคาหุ้น BLAND กับราคาของ BLAND-W4 ในช่วงการเปลี่ยนแปลง +/- 5% ของ ราคาหุ้น BLAND หลังขึ้นเครื่องหมาย XW ดังแสดงในตาราง 2

ความสัมพันธ์ระหว่างราคา BLAND และ BLAND-W4 (ตาม Black-Scholes Model)

ความสัมพันธ์ระหว่างราคา BLAND และ BLAND-W4 (ตาม Black-Scholes Model)

ความสัมพันธ์ระหว่างราคา BLAND และ BLAND-W4 (ตาม Black-Scholes Model)

จากตารางข้างบนจะพบว่าถ้าราคาแม่ BLAND อยู่ที่ 1.96 บาท ราคาเหมาะสมของ BLAND-W4 ควรอยู่ที่  0.86 บาท ถ้าแม่ BLAND อยู่ที่ 2.06 ราคา BLAND-W4 ควรอยู่ที่ 0.934

GEN เพิ่มทุนต้นปี 2556

GEN หุ้นของบริษัท เจนเนอรัล เอนจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) ล่าสุดมีการเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้หรือราคาพาร์จากเดิม 10 บาทเป็น 30 บาท มีผล 3 เม.ย. 2556 โดยไม่มีผลกระทบต่อมูลค่ารวมของพอร์ตโดยตรงเพราะหลังรวมพาร์เป็น 30 บาทราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้น 3 เท่าแต่จำนวนหุ้นจะลดลง 3 เท่าเช่นกัน สมมุติเรามี 300,000 หุ้นถ้าราคาหุ้น GEN ในวันที่ 2 เม.ย. ราคา 1 บาท พอร์ตรวมเรามีมูลค่า 300,000 บาท แต่พอวันที่ 3 เม.ย. ราคาหุ้นจะกลายเป็น 3 บาท แต่จำนวนหุ้นลดลงเหลือ 100,000 หุ้นแต่มูลค่ารวมยังเท่าเดิมคือสามแสนบาท แต่ขั้นตอนต่อๆ ไปคือการเพิ่มทุนจะเริ่มส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นโดยตรง ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นไดลูทหรือลดลง โดยกระบวนการเพิ่มทุนทั้งหมดของหุ้น GEN มีดังนี้

  • รวมพาร์จาก 10 บาทเป็น 30 บาท โดยราคาหุ้นในกระดานจะเพิ่มขึ้น 3 เท่าและจำนวนหุ้นลดลง 3 เท่า
  • แจกวอแรนต์ GEN-W4 ฟรีให้กับผู้หุ้นเดิมในอัตราส่วน 10 หุ้นสามัญได้ฟรี 1 วอแรนต์
  • เพิ่มทุนในอัตรา 1 หุ้นเดิมมีสิทธิ์เพิ่มทุนได้ 5 หุ้นโดยต้องจ่าย 0.75 บาทต่อหุ้น
  • แจกวอแรนต์ GEN-W4 ฟรีให้กับผู้ที่ใช้สิทธิ์ซื้อหุ้นเพิ่มทุน โดยหุ้นเพิ่มทุน 2 หุ้นจะได้วอแรนต์ฟรี 1 ตัว
  • หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนเพิ่มทุนจะเข้าสู่กระบวนการลดทุนเป็นการลดมูลค่าหุ้นที่ตราไว้จาก 30 บาทในขั้นตอนแรกเป็น 0.9 บาท เพื่อลดส่วนต่ำมูลค่าหุ้นและเพื่อลดขาดทุนสะสม ขั้นตอนนี้เป็นการตกแต่งบัญชีให้สวยงาม

สองทางเลือกสำหรับคนถือหุ้น GEN

สมมุติมีหุ้น GEN ราคาทุนหุ้นละ 1 บาท จำนวน 300,000 หุ้น มูลค่ารวม 300,000 บาท

ไม่เพิ่มทุน

  • ขั้นตอนการรวมพาร์จำนวนหุ้นจะลดลงเหลือ 100,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 3 บาท มูลค่ารวมในพอร์ตเท่าเดิม
  • จะได้วอแรนต์ GEN-W4 จำนวน 10,000 หุ้น
  • ราคาหุ้นจะไดลูทหลังขั้นตอนการเพิ่มทุน

เพิ่มทุน

  • ขั้นตอนการรวมพาร์จำนวนหุ้นจะลดลงเหลือ 100,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 3 บาท มูลค่ารวมในพอร์ตเท่าเดิม
  • จะได้วอแรนต์ GEN-W4 จำนวน 10,000 หุ้น
  • ได้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 500,000 หุ้นในราคาหุ้นละ 0.75 บาท
  • ต้องจ่ายเงินค่าหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 375,000 บาท หรือคิดเป็น 125% ของทุนเดิม ตรงนี้หมายความเราต้องมีเงินสดมาเพิ่มทุนมากกว่ามูลค่ารวมทั้งหมดของหุ้น GEN ที่เรามี เป็นการบังคับเติมเงินเข้าบริษัท
  • ได้วอแรนต์ GEN-W4 ฟรีจากการเพิ่มทุนอีก จำนวน 250,000 หุ้น

การเพิ่มทุนจะทำให้เรามีหุ้นสามัญ GEN รวม 600,000 หุ้น และมี GEN-W4 จำนวน 260,000 หุ้น โดยเงินที่เราจ่ายไปทั้งหมดเท่ากับ ทุนเดิม 300,000 บาท + เพิ่มทุน 375,000 บาท เท่ากับ 675,000 บาท ถ้าคิดเฉพาะหุ้น GEN ทุนเราเฉลี่ยหุ้นละ 1.125 บาทต่อหุ้น จากเดิมทุนหุ้นละ 1 บาท หรือเกินมา 75,000 บาท ส่วนนี้จะต้องไปดูราคา GEN-W4 ว่าจะมาช่วย Cover ทุนในส่วนนี้ได้เท่าไหร่ อย่างน้อย GEN-W4 ต้องมีราคาหุ้นละ 0.288 บาท เราถึงจะเอาไปเฉลี่ยต้นทุนจนได้ GEN ทุนเดิมที่หุ้นละ 1 บาท

GEN-W4 มีอัตราใช้สิทธิ 1 ต่อ1 ราคาใช้สิทธิ 1.2 บาทต่อหุ้น ในขณะที่ GEN-W3 มีอัตราใช้สิทธิ 1 ต่อ 1 ราคาใช้สิทธิ 1 บาทต่อหุ้น (ก่อนการปรับสิทธิหลังการรวมพาร์) ล่าสุด GEN-W3 ในกระดานราคา 0.30 บาท

GEN-W3 ปรับสิทธิใหม่ (ชั่วคราว)

หลังขั้นตอนการรวมพาร์จากเดิม อัตราการใช้สิทธิ 1 ต่อ 1 ราคาใช้สิทธิ 1 บาทเป็น อัตราการใช้สิทธิ 1 ต่อ 0.333 ราคาใช้สิทธิ 3 บาท มีผลวันที่ 3 เม.ย. 2556 ปรับตามสัดส่วนการรวมพาร์ที่เพิ่มมูลค่าที่ตราไว้ของหุ้นจาก 10 บาทเป็น 30 บาท และลดจำนวนหุ้นลง 3 เท่า

ขั้นตอนการลดทุนจาก 30 บาทเป็น 0.90 บาท

การลดพาร์เพื่อล้างขาดทุนสะสมจาก 30 บาทเป็น 0.90 บาทนั้นเป็นการลดทุนจดทะเบียนทั้งหมด 89,126,581,042.80 บาท ซึ่งจะนำไปลดส่วนต่ำมูลค่าหุ้นจำนวน 88,667,327,045.50 บาท รวมกับส่วนที่เป็น ส่วนเกินมูลค่าหุ้นจำนวน 31,729,260 บาทแล้ว สามารถนำไปลดขาดทุนสะสมได้จำนวน 490,983,257.30 บาท และยอด 89,126,581,042.80 มาจากการลดทุนที่เรียกชำระโดยการลดพาร์จาก 30 เป็น 0.90 บาท คูณด้วยจำนวนหุ้นที่ชำระแล้วทั้งหมด (1) ส่วนลดมูลค่าหุ้นรวมภายหลังออกหุ้นเพิ่มทุน เท่ากับ 88,667,327,045.50 เกิดจากส่วนลดเดิม 14,012.33 ลบ. + ส่วนลดจากออก RO อีก 74,654.997 ลบ. (2) นำ (1) มาหัก (2) และบวกส่วนเพิ่มมูลค่าหุ้นจะเหลือ 490,983,257.30 บาท สามารถนำมาหักขาดทุนสะสมหมดได้ หากมีเกินจะเป็นส่วนเกินมูลค่าหุ้นแทน 89,126,581,042.80 – 88,667,327,045.50 + 31,729,260 = 490,983,257.30 โดยขั้นตอนการลดทุนจะเกิดขึ้นภายในเดือน สิงหาคม 2556

กรอบเวลาการเพิ่มทุน

วันที่ 4 เม.ย. 56 ผู้ถือหุ้น GEN จะไม่ได้รับสิทธิได้วอแรนต์ GEN-W4 ฟรี อัตรา 10:1 และจะไม่ได้รับสิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนในอัตรา 1:5 ที่ราคา 0.75 บาท หลังจากนั้นจะปิดสมุดทะเบียนเพื่อรวบรวมรายชื่อผู้ถือหุ้น วันที่ 10 เม.ย. 2556 และกำหนดให้จองซื้อและชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนวันที่ 25 เม.ย. 2556 ถึงวันที่ 09 พ.ค. 2556 หลังจากวันชำระค่าหุ้นวันสุดท้ายจะมีการจัดการประมาณ 15 วัน และอีกภายใน 15 วันหุ้นจะเข้าพอร์ตและสามารถซื้อขายในตลาดได้ และจะได้รับ GEN-W4 ภายในภายในเดือนมิถุนายน 2556 และขั้นตอนสุดท้ายการลดทุนก่อนสิงหาคม 2556

GEN เพิ่มทุนให้บุคคลแบบเฉพาะเจาะจง

นอกจากการเพิ่มทุนให้นักลงทุนทั่วไปหรือผู้ถือหุ้นเดิมจำนวน 2,552,307,590 หุ้น GEN ยังได้เพิ่มทุนให้บุคคลแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement) อีก 2,500,000,000 หุ้น  โดยกำหนดราคาเสนอขายไว้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90 ของราคาตลาด และมีมูลค่าที่ตราไว้ (Par) หุ้นละ 0.90 บาท เป็นราคาพาร์หลังขั้นตอนการลดทุนจาก 30 บาทเหลือ 0.90 บาทซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย โดยการเพิ่มทุนให้แก่นักลงทุนโดยเฉพาะเจาะจง และ/หรือ นักลงทุนประเภทสถาบัน (นักลงทุน) ซึ่งเป็นบุคคลในวงจำกัด (Private Placement) มีกำหนดระยะเวลาภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่มีมติอนุมัติเพิ่มทุนในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (วันที่ 26 มีนาคม 2556)

จุดประสงค์การเพิ่มทุนครั้งนี้ของ GEN

  1. GEN ต้องการเพิ่มทุนเพื่อนำเงินไปประกอบธุรกิจและรองรับการขยายตัวของบริษัท
  2. อีกทั้งเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานของบริษัทเอง
  3. และเพื่อใช้เงินในการลงทุนหรือลงทุนร่วมในหลักทรัพย์หรือกิจการต่างๆ ที่มีศักยภาพและโอกาสที่จะเจริญเติบโตและมีแนวโน้มที่จะได้ผลตอบแทนสูง

การเพิ่มทุนครั้งนี้จะทำให้ GEN ได้เงินสด 1,900 ล้านบาท ส่วนนึงนำไปเป็นเงินหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจเช่น การเพิ่มกำลังการผลิตเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง Post Tention Precast Wall  รวมทั้งผลิตภัณฑ์อื่นราว 800 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะใช้เป็นเงินสดสำรองไว้สำหรับการสั่งซื้อวัตถุดิบเพื่อนำมาผลิต และเตรียมลงทุนในกิจการที่มีศักยภาพและมีโอกาสเติบโต อีกทั้งได้เข้าไปลงทุนในธุรกิจพลังงาน โดยลงทุนในบริษัท บ่อพลอย โซล่าร์ จำกัด เพื่อผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

BLAND-W2 ขึ้น SP ห้ามซื้อขาย 5 เม.ย. เหลือแค่ BLAND-W3

BLAND-W2 วอแรนต์หรือใบสำคัญแสดงสิทธิในการจองซื้อหุ้นสามัญของ บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด จะหมดอายุในวันที่ 2 พ.ค. 2556 นี้ แต่ตามปกติวอแรนต์จะถูกห้ามซื้อขายหรือขึ้นเครื่องหมาย SP ล่วงหน้า 1 เดือนก่อนถึงวันหมดอายุจริง สำหรับ BLAND-W2 มีอัตราใช้สิทธิที่ 1 ต่อ 1 และราคาใช้สิทธิ 1.9 บาท นั่นหมายความว่าถ้าหุ้นแม่ BLAND มีราคาต่ำกว่า 1.9 บาท วอแรนต์ก็มีค่าเป็นศูนย์ในทันทีเพราะสามารถใช้เงิน 1.9 บาท ซื้อหุ้นแม่ในตลาดได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องไปแปลง

ในกรณีที่ราคาหุ้น BLAND มีส่วนต่างจากค่าแปลงวอแรนต์ BLAND-W2 เราอาจจะขายแม่เพื่อมาซื้อ BLAND-W2 แทนในจำนวนที่เท่ากันเพื่อหากำไรจากส่วนต่างเล็กน้อย ยกตัวอย่างเช่น แม่ราคา 2 บาท ลูกราคา 0.03 บาท ในขณะที่ค่าแปลงอยู่ที่ 1.9 บาท ถ้าเราขายแม่ไปที่ราคาหุ้นละ 2 บาท แล้วมาซื้อลูก 0.03 บาท บวกค่าแปลง 1.9 บาท เท่ากับทุนใหม่คือ 1.93 ต่อหุ้น ได้กำไรส่วนต่างไป 0.07 บาทต่อหุ้น ตรงส่วนนี้น่าสนใจถ้าก่อนวันที่ 5 เม.ย. ราคาหุ้นแม่กับหุ้นลูกยังมีส่วนต่างกันมากพอสมควร แต่ถ้าใกล้ถึงวันที่ลูกจะขึ้นเครื่องหมาย SP แล้วส่วนต่างมีไม่มาก เช่นแม่ราคา 1.95 บาท ลูกราคา 0.02 บาท มีส่วนต่างแค่ 0.03 บาทต่อหุ้น ไม่น่าคุ้มที่จะทำ

ทิศทางราคาหุ้น BLAND หลัง BLAND-W2 หมดอายุ

ยังมีมุมมองต่อราคาหุ้น BLAND ในอนาคตระยะสั้นๆ หลายทิศทางเช่น จะมีการลากแม่ทันทีที่ BLAND-W2 หมดอายุหรือขึ้นเครื่องหมาย SP ห้ามซื้อขายในวันที่ 5 เม.ย. นี้ เพื่อจูงใจให้คนนำวอแรนต์ไปแปลงเป็นหุ้นแม่ และทางบริษัทบางกอกแลนด์จะได้เงินสดที่มาจากค่าแปลงวอแรนต์หุ้นละ 1.9 บาท บางส่วนก็มองว่าอาจมีการกดราคาแม่ต่อไปในระดับที่ต่ำกว่า 1.9 บาทเพราะไม่ต้องการให้มีการนำวอแรนต์มาแปลงเป็นหุ้นแม่ซึ่งจะมีผลต่อสัดส่วนการถือครองหุ้น งานนี้ไม่รู้ BLAND จะเล่นเกมไหน แต่สำหรับหุ้นตัวอื่นในอดีตที่ผ่านมาก็มีทั้งแบบลากแม่ทันที่ที่ลูกหมดอายุ และกดแม่จนกว่าจะผ่านพ้นช่วงการแปลงหุ้นลูก ไม่ว่าเกมจะออกมาในรูปแบบไหนแต่หลังจากพ้นช่วงการใช้สิทธิแปลง BLAND-W2 ราคาหุ้น BLAND น่าจะมีเสถียรภาพและเคลื่อนไหวบนปัจจัยด้านพื้นฐานมากขึ้น และราคาน่าจะมีแนวโน้มที่ดีกว่านี้

BLAND-W3 โดดเด่นหลัง BLAND-W2 หมดอายุ

ต่อไปจะเหลือแค่วอแรนต์ BLAND-W3 สำหรับหุ้นลูกของ BLAND โดย BLAND-W3 จะหมดอายุ 7 พ.ย. 2558 หรืออีกประมาณ 2 ปีกว่า ถึงแม้จะเหลือวอแรนต์ตัวเดียวให้เล่นแต่ราคาใช้สิทธิของ BLAND-W3 ค่อนข้างเอาเปรียบนักลงทุนไปนิดนึงกล่าวคือค่าแปลง BLAND-W3 จะเปลี่ยนแปลงทุกปีโดย

ปีที่ 3 ตั้งแต่ 8 พ.ย. 55 ถึง 7 พ.ย. 56 ค่าแปลง 1.5 บาท
ปีที่ 4 ตั้งแต่ 8 พ.ย. 56 ถึง 7 พ.ย. 57 ค่าแปลง 1.7 บาท
ปีที่ 5 ตั้งแต่ 8 พ.ย. 57 ถึง 7 พ.ย. 58 ค่าแปลง 1.9 บาท

หมายความว่าปีต่อๆไป ค่าแปลงจะแพงขึ้นเรื่อยๆ จนปีสุดท้ายที่ 1.9 บาท จากปีนี้ 1.5 บาท แบบนี้ก็จะทำให้มูลค่าของ BLAND-W3 ลดลงทุกปี โดยตัวแม่ BLAND ต้องมีค่าขึ้นมากกว่า 0.2 บาทต่อปีถึงจะไปชดเชยกับค่าแปลงที่เพิ่มขึ้นมาได้ซึงในความเป็นจริง คงไม่ใช่เรื่องยากเพราะ BLAND ก็ดูมีอนาคตไกล เพียงแต่ว่าเราจะได้กำไรลดลงเพราะการปรับค่าแปลงแบบนี้ และถึงแม้จะมีการใช้อัตราค่าแปลงแบบตายตัวเหมือนวอแรนต์ของหุ้นตัวอื่น ราคา BLAND-W3 ก็จะเคลื่อนไหวไม่หวือหวามากเหมือน BLAND-W2 เพราะมี Gearing Ratio หรืออัตราเร่งที่ต่ำกว่า ปัจจุบันหุ้นแม่มีราคา 1.97 บาท BLAND-W3 มีมูลค่าที่แท้จริง 0.47 บาท แต่ราคาในกระดาน 0.88 บาท ถ้าภายในปีนี้แม่ไปถึง 3 บาทได้ BLAND-W3 จะมีมูลค่าที่แท้จริง 1.5 บาท แต่หลังจากวันที่ 8 พ.ย. 2556 จะต้องลบมูลค่าออก 0.2 บาท เพราะค่าแปลงจะเปลี่ยนแปลงโดยเพิ่มขึ้นจาก 1.5 บาทเป็น 1.7 บาทต่อหุ้น

IEC เพิ่มทุนหุ้นใหม่ต้นปี 2556

หุ้น IEC ของบริษัท อินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง จำกัด มีการประกาศเพิ่มทุนไปไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนใหม่จำนวน 2.3 หมื่นล้านหุ้น จากเดิมที่มีหุ้นสามัญจดทะเบียนอยู่ 9.6 หมื่นล้านหุ้น จัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมในอัตราส่วน 3:1 หรือหุ้นเดิม 3 หุ้นมีสิทธิ์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนได้จำนวน 1 หุ้น ในราคาหุ้นละ 0.0225 บาท โดยผู้ที่ต้องการรับสิทธิ์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนจะต้องซื้อหุ้น IEC ในตลาดก่อนวันที่ 29 เม.ย. 2556 หลังจากนั้นต้องจองและชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนในช่วงวันศุกร์ที่ 17 พ.ค. 2556 ถึงวันพฤหัสบดีที่ 23 พ.ค. 2556 รวม 5 วันทำการตั้งแต่เวลา 9 โมงเช้าถึงบ่าย 3 โมงครึ่ง โดยมูลค่าหุ้นที่ตราไว้หรือราคาพาร์เท่ากับ 0.10 บาท

ในกรณีที่มีหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ดังกล่าวข้างต้นเหลือจากการจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม ทาง IEC จะนำหุ้นในส่วนที่เหลือมาจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมที่ได้แสดงเจตจำนงขอจองซื้อหุ้นเกินสิทธิทุกรายโดยจะคำนวนตามสัดส่วนการถือหุ้นไปทีละรอบจนกว่าจะหมดสิ้น และถ้าหากสุดท้ายแล้วยังมีหุ้นเหลือจากการจัดสรรอีกทาง IEC จะนำหุ้นส่วนที่เหลือมาจัดสรรและเสนอขายให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) ทั้งนี้การกำหนดราคาขายจะต้องไม่ต่ำกว่าราคาตลาด โดยราคาตลาดของหุ้น IEC ให้คำนวนจากราคาปิดถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของหุ้นสามัญบริษัท อินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง จำกัด รวม 7 วันทำการติดต่อกันก่อนวันแรกที่เสนอขายต่อผู้ลงทุน และให้หักส่วนลดในอัตราร้อยละ 10 ของราคาถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักดังกล่าว ทั้งนี้ราคาเสนอขายจะต้องไม่ต่ำกว่ามูลค่าหุ้นละ 0.01 บาท หรือ หนึ่งสตางค์

ราคาหุ้น IEC ล่าสุดเท่ากับ 0.05 บาท หรือ 5 สตางค์ โดยเพิ่มทุน 3 ต่อ 1 ราคา 0.0225 บาท เท่ากับว่าหุ้นเดิม 3 หุ้น หุ้นละ 0.05 บาท เท่ากับ 0.15 บาท บวก หุ้นเพิ่มทุนใหม่ 1 หุ้น ราคา 0.0225 บาท จะได้ หุ้นจำนวน 4 หุ้นในราคารวม 0.1725 บาท เอามาหาร 4 เฉลี่ยหุ้นละ 0.043125 บาท ทุนเก่าก่อนเพิ่มทุน ทุนหุ้นละ 0.05 แต่หลังเพิ่มทุน ทุนต่อหุ้นจะลดลงเหลือหุ้นละ 0.043125 บาท แต่ก็ต้องเพิ่มเงินเข้าไปด้วยเป็นค่าเพิ่มทุน

ผู้ถือหุ้น IEC ที่ต้องการจะเพิ่มทุน จะต้องเตรียมเงินสดไว้ 15% ของมูลค่ารวมของหุ้น IEC ที่เรามีในพอร์ต และหลังจากเพิ่มทุนจะได้กำไร 13.75% ถ้าคิดจากฐานราคาหุ้น IEC  ที่ 0.05 บาทในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น

มีหุ้น IEC จำนวน 3,000,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 0.05 บาท มูลค่ารวมคือ 150,000 บาท โดยมีสิทธิ์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนในอัตรา 3:1 ทำให้เรามีสิทธิ์ซื้อหุ้นเพิ่มทุน 1,000,000 หุ้นที่ราคาหุ้นละ 0.0225 บาท รวมต้องจ่ายเงินเพิ่มทุน 22,500 บาท หรือ 15% จากราคาหุ้น IEC ที่เรามีคือ 150,000 บาท หลังจากนั้น เราจะมีจำนวนหุ้น IEC ทั้งหมด 4,000,000 หุ้น มูลค่ารวม 150,000 + 22,500 = 172,500 บาท นำมาหาต้นทุนเฉลี่ยแต่ละหุ้นได้ หุ้นละ 0.043125 บาท ได้กำไร 0.05 – 0.043125 = 0.006875 บาท หรือไม่ถึง 1 สตางค์ แต่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์เราจะได้กำไรหลังเพิ่มทุน 13.75% แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าทุนเดิมของเราเท่าไหร่ และหลังเพิ่มทุนเสร็จราคาหุ้น IEC ในกระดานจะอยู่ที่เท่าไหร่ จึงทำตารางเปรียบเทียบราคามาให้ดูดังนี้

เปรียบเทียบราคา IEC หลังเพิ่มทุน

เปรียบเทียบราคา IEC หลังเพิ่มทุน

จากตารางข้างบนเราจะเห็นตัวเลขหลักๆ คือ ต้นทุนเดิมก่อนเพิ่มทุน ต้นทุนใหม่หลังเพิ่มทุน เปรียบเทียบกับราคาในกระดาน และกำไร-ขาดทุน หรือส่วนต่างระหว่างราคาในกระดานกับต้นทุนใหม่ของเรา และช่องสุดท้ายคือกำไร-ขาดทุนคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับต้นทุนเดิมก่อนเพิ่มทุน เนื่องจากราคาหุ้น IEC เทรดกันอยู่ที่ไม่กี่สตางค์ดังนั้นจุดทศนิยมข้างหลังจึงมีค่ามากกว่าจะตัดทิ้งแต่เพื่อความสะดวก นักลงทุนอาจมองแค่จุดทศนิยมสองหลักเท่านั้นโดยหลักที่สามอาจปัดขึ้นถ้ามากกว่า 5 หรือปัดลงถ้าน้อยกว่า 5

การเพิ่มทุนของหุ้น IEC ครั้งนี้ไม่สามารถบอกได้ตรงๆ ว่าเพิ่มทุนแล้วจะได้กำไรหรือจะขาดทุน ต้องดูปัจจัยหลักสามอย่างนั่นคือต้นทุนเดิม ต้นทุนใหม่ และราคาในกระดานหลังเพิ่มทุนหรือราคาในอนาคตช่วงที่เราจะขายหุ้น(ในกรณีที่จะขาย) โดยคิดง่ายๆ คือราคาหุ้น IEC หลังเสร็จสิ้นขั้นตอนการเพิ่มทุนจะต้องไม่ต่ำกว่าต้นทุนต่อหุ้นของเรา เราถึงจะเพิ่มทุนแล้วได้กำไร แต่ถ้าราคาหลังเพิ่มทุนลดลงต่ำกว่าต้นทุนเดิมก่อนเพิ่มทุนจะทำให้เราขาดทุน ยิ่งเรามีต้นทุนต่ำและราคาหุ้นหลังเพิ่มทุนสูงกว่าเดิมมากเท่าไหร่ เราจะยิ่งได้กำไรจากการเพิ่มทุนมากเท่านั้นยกตัวอย่างจากในตางรางด้านบนเช่น

ตอนนี้เรามีหุ้น IEC ต้นทุนหุ้นละ 0.03 บาท พอเพิ่มทุนเสร็จจะทำให้เรามีทุนใหม่ที่ 0.028125 บาท ถ้าหลังเพิ่มทุนราคาหุ้น IEC คือ 0.03 บาท เราจะได้กำไรส่วนต่าง 0.001875 บาท หรือคิดเป็น 6.25% จากต้นทุนเดิมที่ 0.03 บาท แต่ถ้าหลังเพิ่มทุนราคาหุ้น IEC คือ 0.04 บาท เราจะได้กำไรส่วนต่าง 0.011875 บาท หรือคิดเป็น 39.58% จากต้นทุนเดิมที่ 0.03 บาท แต่ถ้าหลังเพิ่มทุนราคาหุ้น IEC คือ 0.05 บาท เราจะได้กำไรส่วนต่าง 0.021875 บาท หรือคิดเป็น 72.91% จากต้นทุนเดิมที่ 0.03 บาท แต่ถ้าหลังเพิ่มทุนราคาหุ้น IEC คือ 0.06 บาท เราจะได้กำไรส่วนต่าง 0.031875 บาท หรือคิดเป็น 106.25% จากต้นทุนเดิมที่ 0.03 บาท

ถ้ามีหุ้น IEC ต้นทุนหุ้นละ 0.04 บาท พอเพิ่มทุนเสร็จจะทำให้เรามีทุนใหม่ที่ 0.035625 บาท ถ้าหลังเพิ่มทุนราคาหุ้น IEC คือ 0.03 บาท เราจะขาดทุนส่วนต่าง -0.005625 บาท หรือคิดเป็น -14.06% จากต้นทุนเดิมที่ 0.04 บาท แต่ถ้าหลังเพิ่มทุนราคาหุ้น IEC คือ 0.04 บาท เราจะได้กำไรส่วนต่าง 0.004375 บาท หรือคิดเป็น 10.93% จากต้นทุนเดิมที่ 0.04 บาท แต่ถ้าหลังเพิ่มทุนราคาหุ้น IEC คือ 0.05 บาท เราจะได้กำไรส่วนต่าง 0.014375 บาท หรือคิดเป็น 35.93% จากต้นทุนเดิมที่ 0.04 บาท แต่ถ้าหลังเพิ่มทุนราคาหุ้น IEC คือ 0.06 บาท เราจะได้กำไรส่วนต่าง 0.024375 บาท หรือคิดเป็น 60.93% จากต้นทุนเดิมที่ 0.04 บาท แต่ถ้าหลังเพิ่มทุนราคาหุ้น IEC คือ 0.09 บาท เราจะได้กำไรส่วนต่าง 0.054375 บาท หรือคิดเป็น 135.93% จากต้นทุนเดิมที่ 0.04 บาท

ถ้ามีหุ้น IEC ต้นทุนหุ้นละ 0.05 บาท พอเพิ่มทุนเสร็จจะทำให้เรามีทุนใหม่ที่ 0.043125 บาท ถ้าหลังเพิ่มทุนราคาหุ้น IEC คือ 0.03 บาท เราจะขาดทุนส่วนต่าง -0.013125 บาท หรือคิดเป็น -26.25% จากต้นทุนเดิมที่ 0.05 บาท แต่ถ้าหลังเพิ่มทุนราคาหุ้น IEC คือ 0.04 บาท เราจะขาดทุนส่วนต่าง -0.003125 บาท หรือคิดเป็น -6.25% จากต้นทุนเดิมที่ 0.05 บาท แต่ถ้าหลังเพิ่มทุนราคาหุ้น IEC คือ 0.05 บาท เราจะได้กำไรส่วนต่าง 0.006875 บาท หรือคิดเป็น 13.75% จากต้นทุนเดิมที่ 0.05 บาท แต่ถ้าหลังเพิ่มทุนราคาหุ้น IEC คือ 0.09 บาท เราจะได้กำไรส่วนต่าง 0.046875 บาท หรือคิดเป็น 93.75% จากต้นทุนเดิมที่ 0.05 บาท แต่ถ้าหลังเพิ่มทุนราคาหุ้น IEC คือ 0.10 บาท เราจะได้กำไรส่วนต่าง 0.056875 บาท หรือคิดเป็น 113.75% จากต้นทุนเดิมที่ 0.05 บาท

ถ้ามีหุ้น IEC ต้นทุนหุ้นละ 0.07 บาท พอเพิ่มทุนเสร็จจะทำให้เรามีทุนใหม่ที่ 0.058125 บาท ถ้าหลังเพิ่มทุนราคาหุ้น IEC คือ 0.03 บาท เราจะขาดทุนส่วนต่าง -0.028125 บาท หรือคิดเป็น -40.17% จากต้นทุนเดิมที่ 0.07 บาท แต่ถ้าหลังเพิ่มทุนราคาหุ้น IEC คือ 0.04 บาท เราจะขาดทุนส่วนต่าง -0.018215 บาท หรือคิดเป็น -26.02% จากต้นทุนเดิมที่ 0.04 บาท แต่ถ้าหลังเพิ่มทุนราคาหุ้น IEC คือ 0.08 บาท เราจะได้กำไรส่วนต่าง 0.021875 บาท หรือคิดเป็น 31.25% จากต้นทุนเดิมที่ 0.04 บาท แต่ถ้าหลังเพิ่มทุนราคาหุ้น IEC คือ 0.10 บาท เราจะได้กำไรส่วนต่าง 0.04175 บาท หรือคิดเป็น 59.82% จากต้นทุนเดิมที่ 0.07 บาท แต่ถ้าหลังเพิ่มทุนราคาหุ้น IEC คือ 0.12 บาท เราจะได้กำไรส่วนต่าง 0.061875 บาท หรือคิดเป็น 88.39% จากต้นทุนเดิมที่ 0.07 บาท

ถ้ามีหุ้น IEC ต้นทุนหุ้นละ 0.09 บาท พอเพิ่มทุนเสร็จจะทำให้เรามีทุนใหม่ที่ 0.073125 บาท ถ้าหลังเพิ่มทุนราคาหุ้น IEC คือ 0.03 บาท เราจะขาดทุนส่วนต่าง -0.043125 บาท หรือคิดเป็น -47.91% จากต้นทุนเดิมที่ 0.09 บาท แต่ถ้าหลังเพิ่มทุนราคาหุ้น IEC คือ 0.06 บาท เราจะขาดทุนส่วนต่าง -0.013125 บาท หรือคิดเป็น -14.58% จากต้นทุนเดิมที่ 0.09 บาท แต่ถ้าหลังเพิ่มทุนราคาหุ้น IEC คือ 0.09 บาท เราจะได้กำไรส่วนต่าง 0.016875 บาท หรือคิดเป็น 18.75% จากต้นทุนเดิมที่ 0.09 บาท แต่ถ้าหลังเพิ่มทุนราคาหุ้น IEC คือ 0.11 บาท เราจะได้กำไรส่วนต่าง 0.029375 บาท หรือคิดเป็น 29.37% จากต้นทุนเดิมที่ 0.09 บาท แต่ถ้าหลังเพิ่มทุนราคาหุ้น IEC คือ 0.12 บาท เราจะได้กำไรส่วนต่าง 0.039375 บาท หรือคิดเป็น 39.37% จากต้นทุนเดิมที่ 0.09 บาท

สำหรับการเพิ่มทุนหุ้น IEC ในรอบนี้ นักลงทุนที่คิดจะเพิ่มทุนต้องมีทุนต่ำ ยิ่งต่ำยิ่งปลอดภัยและมีโอกาสได้กำไรหลังเพิ่มทุนมากกว่าคนที่มีทุนสูง และจะยิ่งได้กำไรมากเป็นทวีคูณถ้าราคาหุ้น IEC หลังเพิ่มทุนขยับขึ้นไปได้เรื่อยๆ แต่ก็ไม่มีใครรู้ราคาหุ้น IEC ในอนาคตหลังเพิ่มทุนว่าจะมีทิศทางเช่นไร นักลงทุนที่จะเพิ่มทุนแล้วไปซื้อหุ้น IEC ที่ราคาสูงกว่า 0.08 – 0.09 อาจเริ่มมีความเสี่ยงในกรณีที่หลังเพิ่มทุนราคาหุ้นอยู่แถว 0.08 หรือต่ำกว่า ซึ่งหมายความว่าเราจะขาดทุนถึงแม้จะเพิ่มทุนก็ตาม แต่ถ้ามีทุนแถว 0.04 – 0.05 ยังถือว่าอยู่ในระยะความเสี่ยงปานกลาง เป็นช่วงราคาที่เพิ่งประกาศเพิ่มทุน โอกาสที่หลังเพิ่มทุนแล้วราคาหุ้นจะสูงกว่าราคาฐานแถวนี้จึงมีมากกว่า หรือถ้าจะลงต่ำกว่านี้นิดหน่อยก็จะส่งผลกระทบไม่มากนัก

จำนวนหุ้นเพิ่มทุนใหม่ของ IEC อยู่ในอัตราส่วน 3 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ คิดแล้วถ้าจะไดลูทเพราะเพิ่มทุน จะไดลูทแค่ประมาณ 14% เท่านั้นหรือไม่ถึง 1 สตางค์ ไม่ถึง 1 ช่องด้วยซ้ำ ดังนั้นการเพิ่มทุนครั้งนี้ไม่น่าจะส่งผลด้านลบร้ายแรงต่อราคาหุ้น แต่กลับกันกลับมองว่าน่าจะส่งผลบวกต่อราคาหุ้นมากกว่า และมีโอกาสที่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นเนื่องจากการเพิ่มทุนครั้งจะนำไปใช้ลงทุนในธุรกิจใหม่ด้านพลังงานสะอาดซึ่งน่าจะมีอนาคตที่มีโอกาสเจริญเติบโตได้ดี

วัตถุประสงค์ที่ IEC เพิ่มทุน

  • เพื่อใช้สำหรับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งตั้งอยู่ ณ อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก และอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ในวงเงินประมาณ 180 ล้านบาท
  • เพื่อใช้สำหรับรองรับการประมูลโครงการธุรกิจด้าน ICT ของบริษัทโทรคมมนาคมแห่งหนึ่งในวงเงินรวมประมาณ 150 ล้านบาท
  • เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจของบริษัท และรองรับการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพ ในวงเงินรวมประมาณ 187 ล้านบาท

IEC ต้องการใช้เงินไปลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็น Business Model ใหม่ที่ทางบริษัทเปลี่ยนแผนมาดำเนินงานทางด้านนี้ จึงมองว่าเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่ดี และดูมีอนาคต การเพิ่มทุนครั้งนี้น่าจะส่งผลในเชิงบวกต่อบริษัทมากกว่าผลร้าย รวมทั้งราคาหุ้นน่าจะมีทิศทางที่สดใสขึ้นและแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของนักลงทุนต่อแผนงานในอนาคตของ IEC ในไม่ช้า

KMC รวมพาร์จาก 10 เป็น 20 บาทวันแรก

ดันราคาหุ้นเพิ่ม 2 เท่าแต่ลดจำนวนหุ้นในพอร์ตลงครึ่งนึง ทำให้ไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อมูลค่ารวมของหุ้นในพอร์ตของนักลงทุน ยกตัวอย่างเช่นเมื่อวานวันที่ 6 มี.ค. 56 มี KMC ในพอร์ต 100,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 0.55 บาท มูลค่ารวมในพอร์ตเราเท่ากับ 55,000 บาท มาวันนี้ 7 มี.ค. 56 มีการเพิ่มมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ของบริษัท (รวมพาร์) จากเดิมหุ้นละ 10 บาทเป็นหุ้นละ 20 บาท ส่งผลให้ราคาซื้อขายหุ้น KMC ในกระดานต้องถูกเพิ่มขึ้น 2 เท่าเช่นกันกลายเป็นหุ้นละ 1.10 บาท แต่จำนวนหุ้นในพอร์ตของเราลดลงครึ่งนึงจากเดิมเหลือ 50,000 หุ้น แต่มูลค่ารวมในพอร์ตของเรายังเท่าเดิมที่ 55,000 บาท

การรวมพาร์ของ KMC จาก 10 เป็น 20 บาท เป็นเพียง 1 ในขั้นตอนทั้งหมด 5 ขั้นตอนที่ KMC จะทำเพื่อปรับปรุงกิจการให้ดีขึ้นหลังเพิ่มทุน โดยขั้นตอนทั้งหมดของ KMC มีดังนี้

1. รวมพาร์ 10 บาทเป็น 20 บาท และลดหุ้นลงจำนวนครึ่งนึง (ไม่มีผลต่อมูลค่ารวมของพอร์ต แต่มีผลต่อราคาในกระดานและจำนวนหุ้น)
2. ลดพาร์จาก 20 บาทเป็น 0.65 บาท แต่ไม่ลดจำนวนหุ้น (ไม่มีผลต่อมูลค่ารวมของพอร์ต ไม่มีผลต่อราคาในกระดานและจำนวนหุ้น)
3. แจกวอแรนต์ KMC-W3 ฟรีให้ผู้ถือหุ้นเดิม 10 หุ้นเดิมต่อ 1 วอแรนต์ (มีผลต่อมูลค่ารวมของพอร์ต มีผลต่อราคาในกระดาน)
4. เพิ่มทุนหุ้นสามัญ KMC 1 หุ้นเดิมได้ 2 หุ้นเพิ่มทุน (มีผลต่อมูลค่ารวมของพอร์ต มีผลต่อราคาในกระดาน)
5. แจกวอแรนต์ KMC-W3 ฟรีให้คนเพิ่มทุนในอัตรา 7 หุ้นเพิ่มทุน ได้ฟรี 4 วอแรนต์ (มีผลต่อมูลค่ารวมของพอร์ต มีผลต่อราคาในกระดาน)

หรืออธิบายง่ายๆ คือ ขั้นตอนที่ 1. ทำให้ราคาหุ้นแพงขึ้นสองเท่าแต่ลดจำนวนหุ้นลงครึ่งนึง ขั้นตอนที่ 2. ลดพาร์เพื่อลดส่วนต่ำมูลค่าหุ้นและลดขาดทุนสะสม ขั้นตอนที่ 3. – 5. จะทำให้เกิดไดลูชั่น เอฟเฟกต์ หรือมูลค่าหุ้นในกระดานลดลงมากพอสมควร สุดท้ายแล้วจนเสร็จสิ้นขั้นที่ 5 ถ้าใช้ราคาฐานปัจจุบันหลังรวมพาร์ที่ KMC มีราคาแถว 1.10 บาท หลังขั้นตอนที่ 5 ราคา KMC จะกลับลงไปอยู่แถวประมาณ 0.6 – 0.7 บาท(กะๆเอา) ใกล้เคียงมากกว่าราคาเมื่อวานวันที่ 6 มี.ค. 56 ก่อนรวมพาร์ แต่อย่าลืมว่าแม้สุดท้ายราคา KMC จะอยู่แถว 0.6 – 0.7 หลัง Dilution Effect จำนวนหุ้นที่อยู่ในพอร์ตของเราก็ลดลงไปครึ่งนึงตั้งแต่ขั้นตอนแรกแล้ว เพราะฉะนั้นมูลค่ารวมในพอร์ตของเราจะลดลง แต่ถ้านักลงทุนได้เพิ่มทุนตามโปรแกรมเพิ่มทุนของ KMC และใส่เงินเพิ่มทุนเข้าไปก็จะได้หุ้นเพิ่มขึ้นรวมทั้งได้วอแรนต์ KMC-W3 ฟรีมาจำนวนนึง ซึ่งคำนวนแล้วคนที่เพิ่มทุนจะไม่ขาดทุนและจะได้กำไรมาพอสมควรจากการเพิ่มทุนแต่ก็จำเป็นต้องใส่เงินเพิ่มเข้าไป ส่วนคนที่ไม่ทำอะไรเลยอยู่เฉยๆ และมีหุ้น KMC ในพอร์ต จำนวนหุ้นจะลดลงดังที่กล่าวเอาไว้ ส่วนราคาต้องรอหลังเพิ่มทุนเสร็จว่าจะมีทิศทางไปทางไหน

ส่วนวอแรนต์ KMC-W2 จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้น ยกเว้นคนมีวอแรนต์จะตกใจขายกันเองเหมือนเมื่อวาน เพราะวอแรนต์จะต้องมีการปรับอัตราและราคาใช้สิทธิโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่หุ้นแม่มีการเปลี่ยนแปลงมูลค่า เหมือนที่เคยอธิบายไว้ใน เปรียบเทียบราคา KMC-W2, KMC-W3 โดยขั้นตอนที่ 1 การรวมพาร์ครั้งนี้ก็มีการปรับอัตราและราคาใช้สิทธิใหม่เป็น 1:0.5 ค่าแปลง 2 บาท จากเดิม 1:1 ค่าแปลง 1 บาท เพิ่มขึ้นตามราคาหุ้นแม่ที่เพิ่มขึ้น สุดท้ายแล้วคำนวนแล้วหุ้นลูกมีมูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) เท่าเดิม และต่อไปจะมีการปรับอัตราและใช้สิทธิอีกครั้งหลังขั้นตอนการเพิ่มทุนใหม่เสร็จสิ้น ซึ่งอัตราและราคาใช้สิทธิใหม่จะทำให้มูลค่าของวอแรนต์ KMC-W2 ไม่ลดน้อยลงไปกว่าเดิมแน่นอน เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะขั้นตอนไหนของการปรับโครงสร้างของหุ้น KMC ในครั้งนี้ก็จะไม่มีผลกระทบต่อมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นลูก KMC-W2 แม้แต่ขั้นตอนเดียวแม้แต่ช่วงไดลูชั่น เอฟเฟกต์หลังเพิ่มทุน ยกเว้นจะมีความไม่เข้าใจหรือตกใจเทขายหุ้นล่วงหน้ากันออกมาเอง ตัวอย่างเช่นวันก่อนไดลูชั่น เอฟเฟกต์ ราคา KMC หุ้นตัวแม่จะมีราคาอยู่ที่ระดับนึง พอวันรุ่งขึ้นราคาหุ้นแม่จะลดลงเพราะ ไดลูชั่น เอฟเฟกต์ นักลงทุนอาจเข้าใจไปว่าพอ KMC ลงเยอะจะส่งผลให้ราคาวอแรนต์ KMC-W2 ยิ่งลงหนักจึงรีบเทขายก่อนวันนั้น ทั้งที่ความจริงคือ วันก่อนไดลูชั่น เอฟเฟกต์ วอแรนต์จะมีอัตราและราคาใช้สิทธินึง แต่พอวันรุ่งขึ้นจะมีการปรับอัตราและใช้สิทธิของวอแรนต์ KMC-W2 ใหม่ทันทีในวันแรกที่เกิดไดลูชั่น เอฟเฟกต์ ทำให้คำนวนหามูลค่าที่แท้จริงของ KMC-W2 แล้วจะได้เท่าเดิม เท่ากันกับวันก่อนหน้า ราคาในกระดานจึงควรมีค่าเท่ากันเช่นเดียวกันกับราคา KMC-W2 ในวันนี้ วันแรกหลังรวมพาร์ วันแรกหลังหุ้นแม่ KMC เพิ่มขึ้น 2 เท่า ราคาของ KMC-W2 ในวันนี้กับเมื่อวานจึงควรเท่ากัน มีแค่อัตราและราคาใช้สิทธิเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไป แต่อย่างว่าสุดท้ายช่วง Dilution Effect หลังเพิ่มทุนก็คงต้องมีนักลงทุนที่ยังไม่เข้าใจว่าหุ้นลูกจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ รีบเทขายก่อนล่วงหน้าและอาจทำให้ราคา KMC-W2 ลงทั้งที่ไม่จำเป็นต้องลง ตรงนี้ก็แล้วแต่ว่าจะมองเป็นโอกาสหรือวิกฤต แต่เหตุการณ์แบบนั้นอาจไม่เกิดขึ้นถ้านักลงทุนเข้าใจว่า KMC-W2 จะมีการปรับอัตราและราคาใช้สิทธิโดยจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง