ดีลประวัติศาสตร์เมื่อ CPALL เตรียมซื้อกิจการ MAKRO ด้วยเงินทุนมากถึง 1.88 แสนล้านบาท แต่ภาพรวมหลังการเข้าซื้อกิจการน่าจะยังไม่ส่งผลดีต่อ CPALL ในเร็ววัน อาจต้องรอหลังจากนี้ 3 ปีถึงจะเห็นภาพชัดเจนและได้ประโยชน์เต็มที่จากเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้โดยขั้นตอนการซื้อกิจการ MAKRO จะกระทำผ่าน
ขั้นตอนการเข้าซื้อกิจการของ MAKRO
1. ซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นใหญ่ จาก SHV ที่ถือหุ้น MAKRO อยู่ 64.3% ราคาหุ้นที่รับซื้อคือ 787 บาท
2. ทำคำเสนอซื้อหรือ Tender offer หุ้นส่วนที่เหลือจากผู้ถือหุ้นรายย่อยและรายอื่นๆ หลังจากขั้นตอนการซื้อหุ้นก้อนใหญ่จาก SHV เสร็จสิ้น ขั้นตอนนี้จะต้องมีเสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่า 75% ในการประชุมวันที่ 12 มิ.ย. 56 จะต้องโหวตให้ผ่านถึงจะทำ Tender offer ได้แล้วจึงไปตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. 56

CPALL ซื้อ MAKRO
พอขั้นตอนเสร็จสิ้นก็เท่ากับว่า CPALL เข้ามาเป็นเจ้าของ MAKRO อย่างสมบูรณ์ และที่หลายคนกังวลว่าหลัง CPALL เข้ามาเทคโอเวอร์แมคโครแล้วจะเอาหุ้นแม็คโครออกจากตลาดหรือเปล่า ตรงนี้ทาง CPALL แจ้งว่าปัจจุบันยังไม่มีแผนนำ MAKRO ออกจากตลาดหลักทรัพย์หลังการเข้าครอบครองกิจการแต่อย่างใด
แหล่งเงินทุนในการซื้อกิจการ
แม้ CPALL จะไม่มีแผนเพิ่มทุนต่อนักลงทุน แต่จะมีการกู้เงินจากสถาบันการเงินมาเพื่อซื้อหุ้น MAKRO ทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทรัพย์สิน (D/E) สูงขึ้น 5 เท่า เพราะจากจำนวนเงิน 1.88 แสนล้านบาทนั้น 90% จะมาจากการกู้ระยะสั้นหรือประมาณ 1.7 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 10% หรือราว 1.8 หมื่นล้านบาทมาจากเงินสดของ CPALL เอง
1) การเข้าซื้อ MAKRO ไม่ก่อให้เกิด Earnings Dilution
2) การปรับ ลดลงของราคาหุ้น CPALL ทำให้ปัจจุบันซื้อขายที่ PE 20x ในปี 2014 ต่ำกว่า HMPRO GLOBAL และ ROBINS ขณะที่ใกล้เคียง BIGC ที่ 19.5x
3) อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล CPALL สูงที่สุด เมื่อเทียบกับหุ้นค้าปลีกตัวอื่นๆ ที่ 3.6% ปีนี้ และ 4.7% ปีหน้า (อาจปรับประมาณการลง เนื่องจากจำเป็นต้องชำระหนี้เพื่อลดอัตราส่วน Debt to Equity)
ประโยชน์ที่ CPALL จะได้รับจากการเข้าซื้อ MAKRO
- CPALL ขึ้นเป็นผู้นำทั้งธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกของประเทศไทย ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดมากเป็นดับ 1 ด้วยยอดขายกว่า 3.1 แสนล้านบาทต่อปี และทำให้กลุ่มซีพีกลายเป็นผู้นำทางธุรกิจค้าปลีกใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชีย ถ้าไม่นับรวมญี่ปุ่น
- เพิ่มอำนาจการต่อรองให้ CPALL อยู่ในฐานะผู้ให้บริการที่ครอบคลุมทั้งค้าปลีกและค้าส่ง มีอำนาจต่อรองสูงจนทำให้หลายวิตกกังวลจะเกิดการผูกขาดหรือมีอำนาจเหนือตลาด
- จะมีการใช้ทรัพยากรร่วมกันของธุรกิจในเครือ โดย MAKRO มีสาขาทั่วประเทศกว่า 57 แห่งสามารถใช้เป็นศูนย์กระจายสินค้าเพิ่มเติมให้แก่เซเว่นอีเลฟเว่นจากเดิมที่มีศูนย์อยู่แล้ว ทำให้ระบบโลจิสติกส์ของกลุ่มซีพีถูกลงและมีโครงข่ายครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศมากขึ้น
- ได้มูลค่าซ่อนจากทรัพย์สิน Hidden Asset Value ของ MAKRO โดยเฉพาะที่ดินจำนวนมากและที่ดินบางแห่งอยู่ในทำเลใจกลางเมือง เป็นย่านที่มีประชากรหนาแน่นเช่นแมคโครสาขาลาดพร้าวที่มีที่ดินมากถึง 32 ไร่ หรือสาขาแจ้งวัฒนะที่มีที่ดินมากถึง 37 ไร่ เป็นต้น ตรงจุดนี้จะมีการนำที่ดินเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ด้วยตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ต่อไป
- สามารถขยายสาขาร้านค้าปลีก-ค้าส่งภายใต้แบรนด์ MAKRO ไปยังประเทศในอาเซียนเช่น อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, สิงคโปร์ เพื่อรองการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียหรือ AEC ในอนาคต รวมทั้งยังสามารถเปิดสาขาใหม่ๆ ได้ในประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตเช่นกลุ่ม CLMV ที่มีทั้ง กัมพูชา, ลาว, พม่า, เวียดนาม รวมถึงประเทศจีนที่กลุ่มซีพีมีฐานอยู่แล้ว
ข้อมูลพื้นฐานของ CPALL และ MAKRO
CPALL จะมีหนี้สินต่อทุนเพิ่ม (D/E Ratio) ขึ้น 5 เท่า จาก 1.7 เป็น 8.2 เท่า
CPALL มีสาขา 7-Eleven เมื่อสิ้นปี 2555 จำนวน 6,822 สาขาทั่วประเทศ
CPALL เปิดสาขาใหม่ 7-Eleven ในปี 2555 จำนวน 546 สาขาทั่วประเทศ
CPALL มีแผนขยายสาขา 7-Eleven ให้ได้ 10,000 สาขาภายใน 5-6 ปี
7-Eleven ในกรุงเทพและปริมณฑลมี 3,177 สาขา คิดเป็น 47%
7-Eleven ในต่างจังหวัดมี 3,645 สาขา คิดเป็น 53%
7-Eleven ที่เป็นสาขาของบริษัท CPALL เองมีจำนวน 2,984 สาขา คิดเป็นร้อยละ 44%
7-Eleven ที่เป็นสาขาของแฟรนไชส์ มีจำนวน 3,320 สาขา คิดเป็นร้อยละ 48%
7-Eleven ที่เป็นสาขาประเภทได้รับสิทธิช่วงอาณาเขต มีจำนวน 518 สาขา คิดเป็นร้อยละ 8%
MAKRO มีกำไรเฉลี่ยปีละ 5-6 พันล้านบาท
MAKRO มี 57 สาขาทั่วประเทศ
MAKRO เป็นเจ้าของที่ดินเอง 54 สาขา
MAKRO มีที่ดินทั้งหมด 62 แห่ง คิดตามมูลค่าทางบัญชีได้ 8.7 พันล้านบาท
MAKRO เป็นร้านค้าส่ง ก่อตั้งในไทยปี 2531 โดยเป็นการร่วมทุนกับกลุ่ม SHV และ CPALL โดยถือหุ้นในอัตราส่วน ซีพีออลล์ 51% SHV 49% แต่ภายหลังเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 ทาง CPALL ก็ได้ขายหุ้นให้ SHV ทั้งหมด
7-Eleven เป็นร้านค้าปลีกประเภทร้านสะดวกซื้อ ก่อตั้งในไทยปี 2531 โดย CPALL ซื้อไลเซนส์มาจากบริษัท 7-Eleven ในสหรัฐอเมริกา
CPALL ซื้อแฟรนไชส์ 7-Eleven มาสามารถขยายสาขาได้เฉพาะภายในประเทศไทย
CPALL ซื้อ MAKRO สามารถขยายสาขาและขายแฟรนไซส์ได้หลายประเทศในแถบเอเชีย
MAKRO มีต้นกำเนิดจาประเทศเนเธอแลนด์ ทั้งนี้ CPALL มีสิทธิเฉพาะในแถบนี้ ในโซนยุโรปและโซนอื่นยังเป็นของเจ้าของเดิม
CPALL สามารถใช้ Know-how หรือองค์ความรู้ในการบริหารจัดการร้านค้าส่งขนาดใหญ่แบบ MAKRO ไปตั้งสาขาได้ทั่วโลก แตไม่สามารถใช้แบรนด์ MAKRO ได้ โดยจะใช้แบรนด์ MAKRO ได้เฉพาะประเทศในแถบเอเชียที่ได้ลิขสิทธิ์เท่านั้น
CPALL ส่งร้านค้าปลีก-ค้าส่งบุกต่างประเทศ
อย่าลืมว่าแบรนด์ 7-Eleven เป็นแบรนด์ที่ไปซื้อลิขสิทธิ์มาจากต่างประเทศและสามารถทำการตลาดได้เฉพาะภายในประเทศไทย และ CPALL ก็ไม่มีแบรนด์อื่นเลยในกลุ่มร้านค้าปลีก-ค้าส่งที่จะไปตีตลาดเปิดสาขาในต่างประเทศได้ ดังนั้นการที่ CPALL เทคโอเวอร์ MAKRO จะทำให้ CPALL สามารถใช้แบรนด์และโนว์ฮาวของแมคโครไปเปิดร้านค้าปลีก-ค้าส่งตั้งสาขาในต่างประเทศได้ ไม่ว่าจะยังใช้แบรนด์เดิมของ MAKRO หรือจะสร้างแบรนด์ใหม่ก็ตาม เป็นการเปิดประตูเพิ่มช่องทางการขายสินค้าของกลุ่มซีพี โดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหารที่ซีพีเป็นเจ้าตลาดและเป็นผู้ผลิตเองตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตวัตุดิบไปจนถึงขบวนการแปรรูปสินค้าส่งขายให้ผู้บริโภค
ก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว
การเข้าซื้อหุ้นใน บมจ.สยามแม็คโคร (MAKRO) ของ บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด จะเกิดการ Synergy ขนานใหญ่ โดยประเด็นเด่นๆ มีดังนี้
CPALL สามารถขยายธุรกิจค้าปลีกเข้าไปยังเซกเม้นต์ที่มีรูปแบบสาขาใหญ่กว่า จากเดิมที่มี 7-Eleven เป็นผู้นำในร้านสะดวกซื้อ ประเภทร้านค้าปลีก ในขณะที่ MAKRO เป็นผู้นำในกลุ่มค้าส่ง ขายสินค้าราคาส่งและจำนวนมากเป็นเจ้าตลาดเพราะมีผู้เล่นแค่รายเดียวในประเทศไทย ส่วนร้านค้าปลีกประเภทอื่นเช่น TESCO LOTUS, BIGC เป็นร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ไม่ได้ขายสินค้าส่ง
CPALL สามารถประหยัดต้นทุนได้มากถึง 1.5-2 พันล้านบาทต่อปี จากการประหยัดต่อขนาดการสั่งซื้อสินค้าที่มากขึ้นอย่างมีนัยะโดยจะเห็นผลชัดเจนตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไป
CPALL จะมีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นเพราะกลุ่มลูกค้าของร้าน MAKRO ส่วนใหญ่เป็นร้านโชว์ห่วย ผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ประกอบการโรงแรมและร้านอาหาร จะเอื้อประโยชน์ต่อ CPALL และกลุ่มซีพีในการสร้างความแข็งแกร่งในช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าอาหารสด ซึ่งยอดขาย 19% ของ MAKRO มาจากอาหารสด
ความกังวลต่อสถานะทางการเงินของ CPALL
แม้ว่าการเข้าซื้อกิจการ MAKRO จะทำให้ CPALL มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยทันทีมากกว่า 1.7 แสนล้านบาท และจะทำให้งบของ CPALL ในปี 2556 มีสัดส่วนดอกเบี้ยจ่ายต่อทุนเพิ่มมากขึ้น มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนเพิ่มมากขึ้น แต่เนื่องจากทั้งสองบริษัททั้ง CPALL และ MAKRO เป็นธุรกิจที่มีเงินสดดำเนินงานสูงมาก เฉลี่ยรวมกันปีละกว่า 3 หมื่นล้านบาทจึงทำให้มองว่าน่าจะมีศักยภาพชำระดอกเบี้ยและคืนเงินบางส่วนได้อย่างไม่อยากเย็นนัก และน่าจะสามารถจ่ายได้อย่างสม่ำเสมอทำให้อัตราส่วนหนี้ต่างๆ จะค่อยๆ ลดลงอย่างรวดเร็วตามผลประกอบการที่มีแนวโน้มว่าจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง จึงไม่อยากให้กังวลจนเกินไปแต่นระยะสั้นอาจมีการสะท้อนของราคาเนื่องจากความไม่ชัดเจน แต่ในระยะยาวยังมองเป็นบวก อีกทั้งหลังจากเกิดการ Synergy และมีการขยายสาขาทั้งในและต่างประเทศ คาดว่าจะทำให้ยอดขายของ CPALL เติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะมีการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายได้ครอบคลุมและครบทุกกลุ่มเป้าหมาย
มูลค่าธุรกิจค้าปลีกในปี 2555

มูลค่าธุรกิจค้าปลีกในไทยปี 2555
ยอดขายสินค้าปี 2555 ซีพีออลล์ หรือ เซเว่นอีเลฟเว่น มียอดขาย 150,000 ล้านบาท แมคโครมียอดขาย 98,633 ล้านบาท ถ้ารวมเซเว่นฯกับแมคโครทำให้มียอดขาย เท่ากับ 248,633 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 48.03% ของมูลค้าธุรกิจค้าปลีกทั้งประเทศ ในขณะที่เทสโก้ โลตัสมียอดขาย 148,000 ล้านบาท บิ๊กซีมียอดขาย 121,000 ล้านบาท โดยมูลค้ารวมตลาดค้าปลีกเท่ากับ 517,633 ล้านบาท

มูลค่าธุรกิจค้าปลีกหลัง CPALL ซื้อ MAKRO

มูลค่าธุรกิจค้าปลีกในไทยปี 2555
จากแผนภาพด้านบนจะพบว่ามีร้านค้าปลีกรายใหญ่ๆ ทั้งหมด 4 รายเดิม จากเดิมมี 5 รายคือมีคาร์ฟูร์ด้วยแต่ถูกบิ๊กซีซื้อกิจการไปแล้วทำให้เหลือผู้เล่น 4 ราย โดยส่วนแบ่งยอดขายของมูลค่าการค้าปลีกรวมพบว่าร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven นำมาเป็นอัน 1 ด้วยส่วนแบ่งมากถึง 29% อันดับ 2 ได้แก่ Tesco Lotus มีส่วนแบ่ง 28.6% อันดับ 3 ได้แก่ Big C มี 23.4% และสุดท้าย Makro มีส่วนแบ่ง 19.1%

มูลค่าธุรกิจค้าปลีกหลัง CPALL ซื้อ MAKRO
แต่หลังจากที่ CPALL เข้ามาเทคโอเวอร์กิจการของ MAKRO ทำให้ CPALL ในฐานะเจ้าของทั้ง 7-Eleven และ MAKRO มียอดขายรวมกันพุ่งขึ้นมา 48% ทันที หรือเกือบครึ่งนึงของขนาดตลาด และทำให้เหลือผู้เล่นในตลาดแค่ 3 ราย ลดลงอีก 1 ราย ตามวัฐจักรโลกการค้าเสรีที่จะเกิดการควบรวมกิจการกันมากขึ้นเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจ